
SHORT CUT
'สีหศักดิ์' ถกทูตอิสราเอล ย้ำบังคับใช้กฎหมายเข้ม ไม่เลือกปฏิบัติต่อต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายไทย เตรียมทำคู่มือ Do's & Don'ts รักษาสัมพันธ์ เกียรติภูมิประเทศ
วันที่ 8 กันยายน 2569 นางอะโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ขอหารือกับหน่วยงานไทยต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของชาวอิสราเอลในไทย โดยวันนี้มีกำหนดเข้าพบ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่กระทรวงการต่างประเทศ
การเข้าพบรัฐมนตรีต่างประเทศครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางประเด็นร้อนหลายเรื่อง ตั้งแต่การบังคับใช้กฎหมายกับชาวอิสราเอล การดำเนินธุรกิจและการใช้ประโยชน์ที่ดิน ไปจนถึงกรณี สุสานยิวใน อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งทางการไทยตรวจสอบพบปัญหาเรื่องใบอนุญาตและมาตรฐานสถานที่ รวมถึงกระแสเตรียมจัดการชุมนุมหน้าสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลในวันที่ 10 กันยายน 2569
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ เปิดเผยว่าหนึ่งในจุดยืนสำคัญที่กระทรวงการต่างประเทศชี้แจงกับเอกอัครราชทูตอิสราเอลคือ ประเทศไทยยึดหลักเกณฑ์เดียวในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและเด็ดขาดกับชาวต่างชาติทุกคนที่ละเมิดกฎหมายไทย โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติหรือเจาะจงเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ใดชาติพันธุ์หนึ่งเป็นพิเศษ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมและเห็นได้ชัดเจนคือการที่ทางการไทยได้ออกคำสั่งเนรเทศผู้กระทำความผิดทางกฎหมายออกนอกประเทศไปแล้ว ซึ่งในจำนวนนั้นมีทั้งชาวอิสราเอล 1 คน และชาวฝรั่งเศส 1 คน เพื่อส่งสัญญาณเตือนว่ากฎหมายไทยต้องได้รับการเคารพอย่างเท่าเทียม
ประเด็นความตึงเครียดส่วนใหญ่เกิดขึ้นในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่าง จ.ภูเก็ต และ จ.พังงา ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีการรวมตัวกันของชาวอิสราเอลเป็นลักษณะชุมชนที่ชัดเจนขึ้น ทว่าพฤติกรรมบางอย่างของนักท่องเที่ยวบางกลุ่มกลับส่งผลกระทบต่อความรู้สึก วิถีชีวิต และวัฒนธรรมท้องถิ่นของคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทาง กต. จึงเน้นย้ำว่า แม้ไทยจะเป็นประเทศที่เปิดรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้มาเยือนจะสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ ทุกคนต้องเข้าใจและเคารพขนบธรรมเนียมประเพณีของเจ้าบ้าน เช่นเดียวกับที่คนไทยเดินทางไปต่างประเทศก็ต้องปฏิบัติตามค่านิยมของประเทศนั้น ๆ เช่นกัน
หากมองในมิติทางเศรษฐกิจและสังคม ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอิสราเอลมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งในหลากหลายมิติ นอกเหนือจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแล้ว ทั้งสองประเทศยังมีคู่ค้าและพันธมิตรที่สำคัญในด้านการเกษตร รวมถึงมิติของทรัพยากรมนุษย์ที่มีแรงงานไทยเดินทางไปทำงานในอิสราเอลมากกว่า 60,000 คน ดังนั้น การเร่งจัดการปัญหานักท่องเที่ยวประพฤติมิชอบจึงไม่ใช่เพียงเพื่อความสงบเรียบร้อยในพื้นที่เท่านั้น แต่เป็นการปกป้องโครงสร้างความร่วมมือระดับชาติและดูแลความปลอดภัยของประชาชนชาวไทยที่อยู่ในพื้นที่ขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ด้วย
เพื่อสร้างทางออกที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนร่วมกัน ทางเอกอัครราชทูตอิสราเอลได้เสนอแนวคิดในการจัดทำเอกสารเผยแพร่ข้อมูลแนวปฏิบัติที่เหมาะสม (Do’s & Don’ts) สำหรับชาวอิสราเอลที่จะเดินทางมายังประเทศไทย เพื่อแจกจ่ายและประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น สถานทูต สถานกงสุล บริษัทท่องเที่ยว และสายการบิน ซึ่งเป็นการอุดรอยรั่วทางการสื่อสารและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องตั้งแต่ออกเดินทางจากต้นทาง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพไม่ใช่เรื่องของการสร้างรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพในศักดิ์ศรี เกียรติภูมิ และสิทธิของคนในประเทศนั้น ๆ อย่างแท้จริง