
พาถอดความคิด First Jobber เมื่อโลกการทำงานจริง ไม่ได้มีโจทย์และเฉลยเหมือนในห้องเรียน
ช่วงเริ่มต้นชีวิตการทำงาน หลายคนน่าจะเคยเจอความรู้สึกคล้ายกันว่า สิ่งที่เรียนมากับสิ่งที่ต้องเจอในออฟฟิศไม่ได้ต่อกันสนิทอย่างที่คิด
ตอนเรียน เรามีโจทย์ มีเวลา และมีเกณฑ์ให้พอรู้ว่าต้องทำอะไรถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดี แต่เมื่อเข้ามาทำงานจริง โจทย์อาจมาไม่ครบ งานเปลี่ยนกลางทาง งบประมาณมีจำกัด เวลาน้อยกว่าที่อยากได้ และบางครั้งคนที่มอบหมายงานเองก็อาจยังไม่มีคำตอบชัดๆ ว่าสุดท้ายแล้วต้องการอะไร
ในเวที HOPE CLUB ซึ่ง SPRiNG ร่วมกับ True Corporation จัดในหัวข้อ “เจอนี่ First Jobber” ชวนตัวแทนคนรุ่นใหม่จากบริษัทชั้นนำหลายแห่ง ทั้ง TRUE, Bitkub, Bluebik, LINE MAN Wongnai, SCBX, Brilliant & Million และ Yell BKK มานั่งคุยกับ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ณ True Digital Park
บทสนทนาจึงมีทั้งมุมของ First Jobber ที่เพิ่งก้าวเข้าองค์กร และคนที่ผ่านโลกการทำงานมาหลายสิบปี ตั้งแต่งานแรก การเรียนต่อ การเปลี่ยนสายงาน ไปจนถึง AI และ Work-Life Balance ต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมบ้าง เพื่อปรับตัวและเติบโตในองค์กรที่มีวิธีทำงานต่างจากในห้องเรียน
กมลลักษณ์ พินธุโสภณ Senior Associate, True Next Gen, Human Resources พูดถึงความต่างระหว่างมหาวิทยาลัยกับการทำงานไว้ว่า ตอนเรียนเรามักได้รับโจทย์มาแล้ว หน้าที่คือหาวิธีแก้ แต่เมื่อเริ่มทำงาน หลายครั้งต้องค้นหาเองให้ได้ว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร
เพราะในองค์กร สิ่งที่หัวหน้าต้องการ สิ่งที่ลูกค้าบอก และปัญหาที่เกิดขึ้นจริงอาจไม่ได้ตรงกันทั้งหมด คนทำงานจึงไม่ได้ใช้เพียง Problem Solving แต่ยังต้องมี Problem Framing หรือความสามารถในการมองสถานการณ์และตั้งโจทย์ให้ถูกตั้งแต่ต้น
เรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่ห้องเรียนจำลองได้ยาก การทำงานจริงมีเงื่อนไขเข้ามาเกี่ยวข้องตลอด ทั้งข้อมูลที่ไม่ครบ คนหลายฝ่ายที่ต้องทำงานร่วมกัน รวมถึงข้อจำกัดด้านทรัพยากรเพียงพอหรือเปล่า ใช้งบเท่าไร และจะทำทันเวลาที่กำหนดหรือไม่
เช่นเดียวกับ ดล กรฤทธา International Business Manager, YELL ที่มองว่า ตอนเป็นนักศึกษา เราอาจโฟกัสกับการส่งงานให้ตรงโจทย์และทันเวลา แต่โลกการทำงานจริงไม่ได้มีใครคอยป้อนโจทย์ให้ตลอด สิ่งหนึ่งที่เขามองว่ามหาวิทยาลัยสอนและมีคุณค่ามากเมื่อออกมาทำงาน คือการปลูกฝังเรื่องวินัยและความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในโลกการทำงานจริง
อีกเรื่องที่ First Jobber หลายคนพบหลังเริ่มงานคือ ต่อให้ทำงานที่ตัวเองรับผิดชอบเก่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำงานในองค์กรได้ง่ายเสมอไป
เพราะงานหนึ่งชิ้นอาจต้องผ่านทั้งหัวหน้า เพื่อนร่วมทีม คนจากอีกแผนก ลูกค้า หรือคนที่มีความคิดและเป้าหมายต่างจากเรา การสื่อสารจึงไม่ได้จบแค่การพูดให้อีกฝ่ายเข้าใจ แต่ยังรวมถึงการอธิบายเพื่อให้เกิดการตัดสินใจ ทำให้คนเห็นด้วย หรือหาทางให้หลายฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันต่อได้ นั่นคือทักษะด้าน Soft Skills
ญาณิศา มัตยะสุวรรณ Management Consulting Manager บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ Bluebik มองว่า ในช่วงแรกของการทำงาน องค์กรมักมองหาและวัดผลจาก Hard Skills เป็นหลัก ซึ่งเป็นจังหวะที่เราต้องพิสูจน์ฝีมือมากที่สุด แต่เมื่อโตขึ้น Soft Skills อย่างการสื่อสาร การเป็นผู้นำ และการนำเสนอ จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทักษะเหล่านี้ไม่มีสอนตรงๆ ในห้องเรียน จึงเป็นทักษะที่ทุกคนต้องหมั่นเรียนรู้และอัปเกรดตัวเองตลอดเวลา
ด้าน ทวิฉัตร ธานีรัตน์ Senior Business Partnerships Manager บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (Bitkub Capital Group) ซึ่งเรียนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยกตัวอย่างว่า สิ่งที่เรียนมาอย่าง “ศิลปะทางการทูต” ถูกนำมาใช้ในงาน Business Development ได้โดยตรง ทั้งการประนีประนอม การทำความเข้าใจตัวตน และการอ่านวิธีคิดของคนที่ต้องทำงานด้วย
ซิกเว่ ยังเล่าประสบการณ์ทำงานซึ่งแทบแตกต่างกัน เขาเติบโตในครอบครัวเกษตรกรที่นอร์เวย์ เริ่มต้นทำงานเป็นครู ก่อนจะไปทำงานโฆษณา เข้าสู่การเมือง เรียนต่อที่ Harvard และขยับเข้าสู่อุตสาหกรรมโทรคมนาคม ทั้งที่ในช่วงแรกไม่ได้มีพื้นฐานด้านธุรกิจนี้มาก่อน ประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้เขามองว่า First Jobber ไม่จำเป็นต้องรีบกำหนดเส้นทางอาชีพทั้งหมดตั้งแต่อายุยังน้อย
ซิกเว่เรียกวิธีคิดนี้ว่า Grab and Go ทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดี เมื่อมีโอกาสเข้ามาก็ลอง และไม่จำเป็นต้องอยู่กับสิ่งเดิมเพียงเพราะครั้งหนึ่งเราเคยเลือกมันมาแล้ว
“บทเรียนแรกของชีวิตคือ ไม่ต้องวางแผนชีวิตเร็วนักหรอก สิ่งที่ควรทำคือ การทุ่มเทสุดกำลังในทุกโอกาสที่อยู่ตรงหน้า เมื่อมีจังหวะใหม่ๆ เปิดกว้าง ก็พร้อมเดินหน้าและไปต่อ แต่ถ้าวันไหนเริ่มรู้สึกอิ่มตัวจากงานที่ทำ ก็จงก้าวออกไปค้นหาสิ่งใหม่ทันที อย่าปล่อยให้ตัวเองติดกับสิ่งเดิมๆ”
มุมนี้ค่อนข้างต่างจากภาพจำที่มักมีต่อคนรุ่นใหม่เรื่อง Job Hopping เพราะซิกเว่มองว่า การย้ายงานไม่จำเป็นต้องหมายถึงความไม่อดทนเสมอไป แต่อาจเป็นโอกาสให้เราออกไปเจอสภาพแวดล้อมใหม่ ทดลองสิ่งใหม่ และขยายมุมมองของตัวเองให้กว้างขึ้น
แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะสามารถลาออกได้ทันทีเมื่อไม่ชอบงาน และการย้ายงานก็ไม่ได้เป็นคำตอบของทุกปัญหา แต่ประสบการณ์ของซิกเว่ชวนให้มองงานแรกหรือสายที่เรียนมาในฐานะจุดเริ่มต้น มากกว่าจะเป็นข้อผูกมัดว่าชีวิตหลังจากนี้ต้องเดินไปทางเดียวเท่านั้น
First Jobber หลายคนในวงสะท้อนคล้ายกันว่า หลักสูตรที่เรียนมีพื้นฐานทางทฤษฎีที่ดี แต่บางครั้งยังขาดโอกาสลงไปสัมผัสของจริง โดยเฉพาะมิติทางธุรกิจ ซึ่งมีผลต่อการต่อยอดไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ หรือการออกแบบเส้นทางความสำเร็จของตัวเอง
พงศ์พล ตั้งพิกุลทอง Software Engineer ที่ LINE MAN Wongnai บอกว่า ตัวเองจบหลักสูตรวิศวกรรม แม้มหาวิทยาลัยจะพยายามสอดแทรกมิติด้านธุรกิจเข้ามา แต่ในมุมของเขา การเป็นผู้ประกอบการไม่ใช่ทักษะที่จะสอนใครได้ทั้งหมด หากคนคนนั้นไม่มีไฟหรือความมุ่งมั่นจากข้างในตัวเอง
เมื่อพูดถึงอนาคตของเด็กจบใหม่ คำถามเรื่อง AI ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อหลายองค์กรเริ่มนำปัญญาประดิษฐ์ หรือระบบอัตโนมัติเข้ามาทำงานบางประเภทที่เคยเป็นหน้าที่ของพนักงานระดับเริ่มต้น
ซิกเว่มองว่า องค์กรในอนาคตอาจมีโครงสร้างคล้ายนาฬิกาทราย ด้านบนยังต้องการคนที่มีประสบการณ์และวิจารณญาณ ขณะที่ด้านล่างยังต้องการคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจเทคโนโลยีและเข้าใจคนใน Generation ของตัวเอง ส่วนงานระดับกลางบางประเภท โดยเฉพาะงาน Routine อาจได้รับผลกระทบจาก Automation มากกว่า
เขาจึงไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่า “AI จะทำให้เด็กจบใหม่หางานยาก?” เพราะคนรุ่นใหม่ยังมีบทบาทในการนำทั้งความเข้าใจเทคโนโลยีและพฤติกรรมของคนรุ่นเดียวกันเข้ามาในองค์กร แต่การเติบโตมากับเทคโนโลยีก็ไม่ได้หมายความว่า First Jobber จะได้เปรียบโดยอัตโนมัติ
ของขวัญ ลิมพระสุทธิ์ Senior Strategic Intelligence and Research Innovation Associate, SCBX มองว่า ก้าวแรกคือต้องใช้ AI ให้เก่ง ก้าวที่สองคือต้องเก่งเรื่องการเป็นมนุษย์ด้วย เพราะต่อให้ AI ให้ผลลัพธ์ที่ดีแค่ไหน หากเราไม่สามารถสื่อสารหรือเชื่อมต่อกับคนอื่นได้ ผลลัพธ์นั้นก็อาจไม่ได้สร้างคุณค่าอย่างที่ควรจะเป็น
ด้าน พงศ์พล ตั้งพิกุลทอง Software Engineer ที่ LINE MAN Wongnai ให้มุมมองจากฝั่งวิศวกรว่า ยิ่งใช้ AI บ่อยเท่าไร เขายิ่งมั่นใจว่า AI ยังไม่สามารถเข้ามาแทนที่ตัวเองได้แน่นอน แม้ AI จะมีฐานข้อมูลจำนวนมาก แต่การนำข้อมูลเหล่านั้นไปประยุกต์ใช้จริงยังต้องอาศัยอินพุต และการสั่งการที่ชัดเจนและเฉียบคมจากคน
ขณะที่ กิตติภณ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา Creative Art Director, Brilliant & Million เล่าจากประสบการณ์ใช้ AI สร้างภาพอาร์ตเวิร์ก ว่า ผลงานที่ได้ยังขาดความลุ่มลึกทางความคิด และไม่สามารถสื่อสารแก่นของคอนเทนต์ได้ชัดเจน สุดท้ายยังต้องอาศัยคนกลับมาแก้และตัดสินใจอยู่ดี นี่คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า AI ยังไม่สามารถทดแทนความคิดสร้างสรรค์และอารมณ์ความรู้สึกแบบมนุษย์ได้ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม การเห็นข้อจำกัดของ AI ไม่ได้หมายความว่าคนทำงานจะไม่จำเป็นต้องเรียนรู้มัน ทุกคนอาจไม่ต้องเป็น AI Specialist แต่ควรมี AI Literacy ในระดับที่เหมาะกับงานของตัวเอง พร้อมกับรักษาความรู้พื้นฐานและวิจารณญาณที่ใช้ตรวจสอบเครื่องมือเหล่านั้นเอาไว้
การแข่งขันในโลกการทำงานจึงไม่ได้มีเพียงภาพของ “คนกับ AI” แต่ยังเป็นการแข่งขันระหว่างคนทำงานด้วยกันเอง เมื่อบางคนสามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยทำงาน วิเคราะห์ หรือเรียนรู้ได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
“AI ไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัว แต่คือคนที่ใช้ AI ได้เก่งและมีประสิทธิภาพต่างหาก ที่จะแย่งโอกาสนั้นไป”
ขณะเดียวกัน ทักษะที่ดูเหมือนธรรมดาก็ยังมีความสำคัญ ตั้งแต่การอ่านบรรยากาศในห้องประชุม การสร้างความสัมพันธ์ Small Talk การโน้มน้าว ไปจนถึงการเข้าใจอารมณ์และบริบทของคนอื่น
First Jobber จึงต้องเรียนรู้ทั้งเครื่องมือใหม่ และวิธีทำงานกับคนไปพร้อมกัน
เมื่อคุยเรื่องการปรับตัวในองค์กร อีกเรื่องที่หลีกไม่พ้นคือ Work-Life Balance โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเริ่มงานและยังอยู่ในช่วงพิสูจน์ตัวเอง
ซิกเว่มองว่า ก่อนจะนับว่าเราทำงานวันละกี่ชั่วโมง อาจต้องกลับมาดูก่อนว่า “เรารู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่กำลังทำอยู่?” หากทุกวันกลายเป็นการนั่งรอเวลาเลิกงาน งานก็จะเหลือเพียงหน้าที่สำหรับหาเงิน เขายอมรับว่าตัวเองก็เคยเบื่องาน และสิ่งที่ทำคือการเปลี่ยนงาน
แต่เมื่อ First Jobber ในวงถามถึงคนที่ยังไม่สามารถย้ายงานได้ด้วยเงื่อนไขของชีวิตต่างกัน ซิกเว่เสนอว่า อย่างน้อยอาจลองหาส่วนที่ยังทำให้เรารู้สึกดีกับงาน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน วิธีทำงาน หรือการใส่ความเป็นตัวเองลงไปในสิ่งที่ทำ
สำหรับซิกเว่ Work-Life Balance อาจไม่ได้วัดด้วยจำนวนชั่วโมงเพียงอย่างเดียว แต่มีคำถาม สองข้อที่ใช้เช็ก“พลังงานของตัวเอง” คือ
อย่างไรก็ตาม งานแต่ละประเภทใช้พลังงานไม่เท่ากัน คนทำงานครีเอทีฟอาจต้องการเส้นแบ่งหลังเลิกงานที่ชัดเจน ขณะที่สาย Business Development ซึ่งต้องทำงานกับหลาย Time Zone อาจไม่สามารถปิดโทรศัพท์ตรงเวลาได้ทุกวัน
ความสมดุลของแต่ละคนจึงมีหน้าตาไม่เหมือนกัน แต่มีพื้นฐานบางอย่างที่ซิกเว่มองว่าไม่ควรนำไปแลกกับงาน ได้แก่ การนอน อาหารที่ดี และการออกกำลังกาย
เรื่องนี้เห็นภาพชัดขึ้นเมื่อผู้ร่วมวงคนหนึ่งเล่าประสบการณ์ที่เคยต้องเข้าโรงพยาบาลจาก Panic Attack หลังทำงานหนักและปล่อยให้ความเครียดสะสม เหตุการณ์นั้นกลายเป็นจุดที่ทำให้ต้องกลับมาทบทวนทั้งสุขภาพและวิธีใช้ชีวิตใหม่
Work-Life Balance จึงไม่ใช่เพียงการจัดตารางให้มีเวลาว่าง แต่ยังรวมถึงการรู้ว่าตัวเองรับภาระได้แค่ไหน และเมื่อไรที่ควรหยุดหรือปรับวิธีทำงาน ก่อนที่ต้นทุนจะไปตกอยู่กับสุขภาพของตัวเอง
ช่วงท้ายของวง ซิกเว่เปรียบคนทำงานรุ่นก่อนกับ Coach ไม่จำเป็นต้องวิ่งเร็วกว่านักกีฬา หรือเล่นเก่งกว่าผู้เล่นทุกคน แต่ควรช่วยวางกลยุทธ์ แนะนำจากสิ่งที่ตัวเองเคยผ่านมา และเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นได้ใช้ความสามารถของตัวเอง เพราะโลกการทำงานในอนาคตอาจไม่ได้ต้องการให้คนรุ่นหนึ่งมีคำตอบให้คนอีกรุ่นทุกเรื่อง แต่ต้องการพื้นที่ที่ประสบการณ์ของคนรุ่นก่อนกับความสามารถใหม่ของคนรุ่นหลังทำงานร่วมกัน
ท้ายกิจกรรม ผู้ร่วมวงได้รับป้ายให้เลือกว่าหลังจากคุยเรื่อง AI งาน ความไม่แน่นอน และ Work-Life Balance มาตลอดบ่าย พวกเขายังมี “Hope” อยู่หรือไม่ ทุกคนเลือกว่ายังมีความหวัง ว่า การสนทนาครั้งนี้ทำให้เห็นว่าคนต่าง Generation สามารถเข้าใจกันได้ ขณะที่ซิกเว่มองว่า คนรุ่นใหม่คือคนที่พาโลกไปข้างหน้ามาเสมอ และสิ่งที่เขาเห็นในคนรุ่นใหม่ไทยคือความเชื่อว่า ตัวเองสามารถมีส่วนทำให้ประเทศดีขึ้นกว่าเดิม
“Hope” ในความหมายนี้จึงไม่ได้หมายความว่าอนาคตจะง่าย งานจะมั่นคง หรือ AI จะไม่เปลี่ยนชีวิตของเรา แต่คือความเชื่อว่า งานแรกไม่จำเป็นต้องเป็นงานสุดท้าย สิ่งที่เรียนไม่ได้จำกัดสิ่งที่เราจะเป็น และเมื่อโลกเปลี่ยน เราก็ยังเรียนรู้ ปรับตัว และเลือกทางต่อไปได้อีกครั้ง