
SHORT CUT
ทีเส็บยกทัพ 135 องค์กรไทยบุกเซินเจิ้น เปิด MEET Thai Plus 2026 Shenzhen เชื่อมการค้า–ลงทุนไทยจีน ตั้งเป้าจับคู่ 800 นัด สร้างมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท
เซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน, 9 กันยายน 2569 สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เดินหน้ายกระดับบทบาทงานไมซ์เป็นแพลตฟอร์มผลักดันศักยภาพเศรษฐกิจไทยสู่เวทีเศรษฐกิจสาธารณรัฐประชาชนจีน เปิดฉากงาน “MEET Thai Plus 2026 Shenzhen” มหกรรมส่งเสริมการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศครั้งใหญ่ที่สุดของทีเส็บ ระหว่างวันที่ 9–10 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการเซินเจิ้น (Shenzhen Convention and Exhibition Centre - SZCEC) สาธารณรัฐประชาชนจีน
ปัจจุบันสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของประเทศไทย โดยในปี 2568 มีมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศกว่า 1 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้น 28 เปอร์เซ็นจากปี 2567 และยังเป็นตลาดที่มีนักเดินทางไมซ์มายังประเทศไทยเป็นอันดับ 1 โดยในปี 2568 มีสัดส่วนประมาณ 30 เปอร์เซ็นของจำนวนนักเดินทางไมซ์จากต่างประเทศทั้งหมดที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทย สะท้อนถึงศักยภาพของตลาดจีนและความสำคัญของการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีน
งาน MEET Thai Plus 2026 Shenzhen เป็นงานส่งเสริมเศรษฐกิจระหว่างประเทศครั้งใหญ่ที่สุดของทีเส็บ ภายใต้แนวคิด Thailand MEET for MORE มีผู้แทนภาคเศรษฐกิจและธุรกิจของไทย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เข้าร่วมงานสูงถึง 135 องค์กร เป็นหน่วยงานหลักของภาครัฐที่มีพันธกิจส่งเสริมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ 8 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (I-EAT) บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด รวมถึงเมืองไมซ์และเมืองศักยภาพ นอกจากนี้ ยังมีผู้แทนภาคธุรกิจหลากหลายสาขาที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะอุตสาหกรรมไมซ์ แต่ครอบคลุมการท่องเที่ยว เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม สุขภาพ อาหาร การศึกษา เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และธุรกิจแห่งอนาคต โดยมุ่งเจาะตลาดนครเซินเจิ้นและพื้นที่ Greater Bay Area (GBA) เป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่สำคัญของจีน
งาน MEET Thai Plus 2026 Shenzhen จัดขึ้นในจังหวะสำคัญของความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เพราะมีกำหนดจัดขึ้น 2 เดือนก่อนที่สาธารณรัฐประชาชนจีนจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจากสมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจ ณ นครเซินเจิ้น หรือ APEC China 2026 ระหว่างวันที่ 18-19 พฤศจิกายนนี้ ภายใต้แนวคิด Building an Asia-Pacific Community to Prosper Together และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทยจะเข้าร่วมประชุมด้วย
พิธีเปิดงาน ได้รับเกียรติจาก นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วย นายพสุ โลหารชุน ประธานกรรมการส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ทีเส็บ และ นายกาจฐิติ วิวัธวานนท์ กงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ท่ามกลางผู้แทนจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ สมาคมการค้า สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชนจากทั้งสองประเทศ
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งาน MEET Thai Plus 2026 Shenzhen จะเป็นมากกว่างานส่งเสริมการค้าและธุรกิจ แต่เป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงศักยภาพของภาคธุรกิจไทยและจีน เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ในการเติบโต สร้างความร่วมมือระยะยาวระหว่างสองประเทศ และอีกประการสำคัญยังเป็นเวทีสำหรับต่อยอดข้อตกลงความร่วมมือ 15 ฉบับ ระหว่างสองประเทศให้ได้ผลเป็นรูปธรรม หลังจากที่ผู้นำของสองประเทศได้ตกลงกันเมื่อเร็วๆ นี้
ในการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย พร้อมคณะผู้แทนรัฐบาล เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในความร่วมมือจำนวน 15 ฉบับ ครอบคลุมสาขาที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต อาทิ การค้า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อุตสาหกรรมอวกาศ การบริหารจัดการน้ำ การศึกษา ทรัพย์สินทางปัญญา และปัญญาประดิษฐ์
“ความร่วมมือ 15 ฉบับ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจจีนต่อศักยภาพของประเทศไทย และแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความสัมพันธ์ไทย–จีน กำลังก้าวไปสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ จุดมุ่งหมายของงาน MEET Thai Plus 2026 Shenzhen มีสาระสอดคล้องกับแนวคิดของการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม APEC ที่สาธารณรัฐประชาชนจีนจะเป็นเจ้าภาพอีกด้วย และในการประชุมสุดยอด APEC China 2026 จัดขึ้น ณ นครเซินเจิ้นในพื้นที่ Greater Bay Area คือการตอกย้ำการเป็นเมืองและพื้นที่พลวัตทางเศรษฐกิจที่สำคัญระหว่างประเทศ จึงเป็นเมืองที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการจัดงาน MEET Thai Plus 2026 Shenzhen ให้เป็นงานที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ”
ด้าน นายพสุ โลหารชุน ประธานกรรมการส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ทีเส็บ กล่าวว่า ทีเส็บได้ริเริ่มจัดงาน MEET Thai Plus 2026 Shenzhen โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็นเวทีส่งเสริมและสนับสนุนโอกาสทางธุรกิจของประเทศไทยในตลาดสาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งในแง่ของการดึงดูดธุรกิจจีนเข้าไปทำการค้าและการลงทุนในประเทศไทยและเปิดลู่ทางให้ธุรกิจไทยได้เข้าสู่ตลาดจีน ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องและตอบรับกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในภาคธุรกิจกลุ่ม High Growth Sector และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือ Future Industry เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่าน Platform ของไมซ์
การจัดงาน MEET Thai Plus 2026 Shenzhen มีผู้แทนจากประเทศไทยเข้าร่วม 135 องค์กร ทั้งหน่วยงานภาครัฐที่ส่งเสริมเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ 8 หน่วยงาน หน่วยงานภาคเอกชน และภาคการศึกษา พร้อมได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานและสมาคมธุรกิจจีนกว่า 15 แห่ง อาทิ China Chamber of International Commerce (CCOIC) เพื่อร่วมผลักดันความร่วมมือและสร้างโอกาสทางธุรกิจระหว่างสองประเทศ
สำหรับเป้าหมายของงาน MEET Thai Plus 2026 Shenzhen คือ การมุ่งสร้างโอกาสทางธุรกิจผ่านกิจกรรม Business Matching ระหว่างผู้ประกอบการไทยและจีน โดยตั้งเป้าหมายการจับคู่เจรจาธุรกิจจำนวน 800 นัดหมาย มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 2,000 ราย และคาดการณ์มูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1,000 ล้านบาท
ตลอดระยะเวลา 2 วันของการจัดงาน นอกจากกิจกรรม Business Matching ผู้เข้าร่วมจะได้พบกับเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ผ่านกว่า 10 กิจกรรมเสวนา ครอบคลุมประเด็นด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และธุรกิจไมซ์ โดยมี ผู้เชี่ยวชาญและผู้นำทางความคิดกว่า 20 ท่าน จากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรธุรกิจจากประเทศไทยและจีน ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์และแนวทางความร่วมมือใหม่ ๆ ระหว่างสองประเทศ
ทีเส็บ เชื่อมั่นว่า MEET Thai Plus 2026 Shenzhen จะไม่ใช่เพียงเวทีแห่งการพบปะทางธุรกิจ แต่เป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่เปลี่ยนการเชื่อมโยงระหว่างไทยและจีนให้กลายเป็นความร่วมมือที่สร้างมูลค่าร่วมกัน ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว พร้อมตอกย้ำบทบาทประเทศไทยในฐานะประตูแห่งโอกาสของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Gateway) ที่พร้อมเชื่อมต่อโลกธุรกิจกับศักยภาพของภูมิภาค และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง