
SHORT CUT
เปิดรายชื่อ 6 ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (กปช.) รวมคนจากหลากวงการ ทั้งสื่อมวลชน นักวิชาการ นักสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และโซเชียลมีเดีย กับภารกิจขับเคลื่อนการสื่อสารภาครัฐให้ทันพฤติกรรมประชาชนและภูมิทัศน์สื่อยุคดิจิทัล
การสื่อสารของภาครัฐในวันนี้กำลังเผชิญโจทย์ที่ซับซ้อนกว่าเดิม เพราะประชาชนไม่ได้รอรับข้อมูลจากโทรทัศน์ วิทยุ หรือข่าวประชาสัมพันธ์เพียงไม่กี่ช่องทางอีกต่อไป แต่รับข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มออนไลน์ และคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบตลอดทั้งวัน
ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังต้องรับมือกับข่าวปลอม วิกฤตข้อมูลข่าวสาร การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้รับสาร ตลอดจนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนทั้งกระบวนการผลิตและเผยแพร่ข้อมูล
นี่จึงเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของ “คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ” หรือ กปช. ซึ่งมีบทบาทกำหนดทิศทางและประสานนโยบายด้านการประชาสัมพันธ์ของประเทศ
คณะกรรมการชุดนี้มี ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานคณะกรรมการตามที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมด้วยกรรมการจากหน่วยงานภาครัฐ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 6 คน ซึ่งมาจากหลากหลายวงการ ตั้งแต่นักสร้างสรรค์ นักบริหารสื่อ นักข่าว นักวิชาการ ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัล
คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ มีหน้าที่สำคัญในการกำหนดทิศทางการประชาสัมพันธ์ของภาครัฐให้ดำเนินไปอย่างบูรณาการและสอดคล้องกัน โดยประกอบด้วย
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ทำหน้าที่ประธาน
ประกอบด้วยผู้แทนระดับนโยบายและผู้บริหารหน่วยงานสำคัญของรัฐ อาทิ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปลัดกระทรวงมหาดไทย เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
อีกส่วนหนึ่งที่น่าสนใจคือ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 6 คน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากประธานคณะกรรมการ และมีภูมิหลังแตกต่างกันอย่างชัดเจน
“นิติพงษ์ ห่อนาค” เป็นชื่อที่อยู่ในวงการเพลงไทยมายาวนาน เริ่มเป็นที่รู้จักจากการเป็นสมาชิกวง “เฉลียง” ก่อนสร้างผลงานในฐานะนักแต่งเพลงและผู้บริหารวงการบันเทิง
หนึ่งในผลงานที่เป็นที่รู้จักคือบทเพลงเฉลิมพระเกียรติ “ต้นไม้ของพ่อ” ในปี 2539 และ “ของขวัญจากก้อนดิน” ในปี 2542
นิติพงษ์ยังเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) รวมถึงเคยลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2551 และได้รับ 221,067 คะแนน เป็นอันดับ 2 ของกรุงเทพมหานคร
ประสบการณ์ของนิติพงษ์จึงอยู่ในพื้นที่ของการสร้างสรรค์ การเล่าเรื่อง และการทำความเข้าใจอารมณ์ของผู้รับสาร ซึ่งเป็นทักษะที่มีบทบาทมากขึ้นในยุคที่การสื่อสารไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะว่า “ใครมีข้อมูล” แต่ยังแข่งขันกันว่าใครสามารถทำให้ข้อมูลนั้นเข้าใจง่ายและเชื่อมโยงกับผู้คนได้
“ระวี ตะวันธรงค์” มีประสบการณ์ด้านการบริหารสื่อและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลจากองค์กรสื่อหลายแห่ง ทั้งไทยรัฐออนไลน์ ไทยรัฐทีวี สปริงนิวส์ The Nation Thailand และเครือเนชั่นกรุ๊ป รวมถึงเคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์
ปัจจุบันยังทำงานเกี่ยวข้องกับมาตรฐานและจริยธรรมวิชาชีพสื่อ ในฐานะกรรมการจริยธรรม สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อสารมวลชน กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ตลอดจนเป็นที่ปรึกษาองค์กรวิชาชีพสื่อ
อีกด้านหนึ่ง ระวีทำงานเกี่ยวกับ Digital Transformation และการปรับตัวขององค์กรสื่อทั้งภาครัฐและเอกชนต่อเทคโนโลยี AI โดยให้ความสำคัญควบคู่กับความน่าเชื่อถือและจริยธรรมวิชาชีพ
ประสบการณ์ส่วนนี้จึงเชื่อมตรงกับโจทย์ใหญ่ของการสื่อสารภาครัฐยุคใหม่ ตั้งแต่การเลือกใช้แพลตฟอร์ม เทคโนโลยี ไปจนถึงคำถามสำคัญว่า จะใช้ AI และความเร็วของโลกดิจิทัลอย่างไร โดยไม่ทำให้ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือถูกลดทอนลง
“พีระพัฒน์ วัฒนาภิรมย์” เป็นที่รู้จักในฐานะนักจัดรายการและนักวิเคราะห์ข่าว จากการทำงานผ่านคลื่น FM 100.5 MCOT News Network รวมถึงรายการ “2 มุมข่าว” ก่อนขยายการสื่อสารเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ผ่านรายการ “[Live] โต้งเดียวจบ” ทาง Naewna Online
จุดเด่นของพีระพัฒน์อยู่ที่การเล่าข่าวและอธิบายประเด็นการเมืองหรือสังคมที่ซับซ้อนให้ผู้รับสารติดตามได้ง่าย
ทักษะดังกล่าวมีความสำคัญต่อการสื่อสารนโยบายสาธารณะ เพราะปัญหาของข้อมูลจากภาครัฐหลายครั้งไม่ได้เกิดจากการ “ไม่มีข้อมูล” แต่อยู่ที่ข้อมูลเต็มไปด้วยศัพท์ราชการ ขั้นตอน หรือรายละเอียดที่ประชาชนต้องใช้เวลาแปลความหมายอีกชั้นหนึ่ง
ความเชี่ยวชาญของพีระพัฒน์จึงสามารถเข้ามาเติมโจทย์เรื่องการแปลงข้อมูลและนโยบายให้กลายเป็นภาษาที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้มากขึ้น
“อรัญญา เกตุแก้ว” รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ มีประสบการณ์ทั้งด้านการบริหารงานภาครัฐและเทคโนโลยีสารสนเทศด้านการประชาสัมพันธ์ จากการกำกับดูแลศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศการประชาสัมพันธ์
อีกด้านหนึ่ง อรัญญามีบทบาทในการลงพื้นที่และติดตามการทำงานด้านสื่อสารในระดับภูมิภาค ทำให้มีทั้งมุมมองเชิงนโยบายและความเข้าใจข้อจำกัดของการนำแนวทางจากส่วนกลางไปใช้จริง
เพราะต่อให้มีนโยบายการสื่อสารที่ดีเพียงใด หากไม่สามารถเชื่อมลงไปถึงหน่วยงานและประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้ นโยบายนั้นก็อาจหยุดอยู่เพียงบนกระดาษ
บทบาทของอรัญญาจึงอยู่ตรงรอยต่อระหว่าง “นโยบาย” กับ “การปฏิบัติ” รวมถึงการใช้โครงสร้างและเทคโนโลยีของกรมประชาสัมพันธ์เพื่อกระจายข้อมูลไปยังประชาชนในภูมิภาคต่าง ๆ
“รศ.สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ” อาจารย์ประจำวิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เป็นนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนที่ทำงานทั้งด้านการเรียนการสอน งานวิจัย และการพัฒนาวิชาชีพสื่อมาอย่างต่อเนื่อง
เขาเคยดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหาร สภาสถาบันนักวิชาการสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย และมีผลงานทางวิชาการหลายชิ้น เช่น ตำรา “การสื่อข่าว : หลักการและเทคนิค” รวมถึงงานวิจัยเกี่ยวกับคุณค่าข่าวและการสื่อสารในยุคดิจิทัล
นอกจากนี้ยังศึกษาพฤติกรรมการรับสื่อของคนรุ่นใหม่ รวมถึงกลุ่ม Gen Z ซึ่งมีรูปแบบการรับข้อมูลแตกต่างจากผู้ชมสื่อดั้งเดิมอย่างชัดเจน
มุมมองทางวิชาการจึงสามารถช่วยให้การกำหนดนโยบายการสื่อสารไม่ได้อาศัยเพียงประสบการณ์หรือความรู้สึก แต่มีข้อมูลและงานศึกษารองรับ โดยเฉพาะประเด็น Media Literacy การรับมือข่าวปลอม และพฤติกรรมผู้รับสารที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
“สมปรารถนา นาวงษ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิกซ์ ฟิงเกอร์ มีเดีย จำกัด และผู้บริหารสื่อออนไลน์ “อีจัน” มีเส้นทางจากนักข่าวสายอาชญากรรมในสื่อดั้งเดิม สู่การสร้างแพลตฟอร์มข่าวที่เติบโตบนโลกโซเชียลมีเดีย
จุดเด่นของอีจันคือการนำเสนอข่าวด้วยภาษาที่กระชับ รวดเร็ว และใกล้กับพฤติกรรมของผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ขณะเดียวกันยังใช้ฐานผู้ติดตามขับเคลื่อนกิจกรรมทางสังคมและการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ต่าง ๆ
รวมถึงโครงการ “อีจัน Green” ที่นำแพลตฟอร์มและเครือข่ายภาคเอกชนมาใช้สื่อสารประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม
ประสบการณ์ของสมปรารถนาจึงสะท้อนวิธีคิดของสื่อที่เติบโตจาก Social Media โดยตรง ทั้งเรื่องความเร็ว ภาษา รูปแบบคอนเทนต์ และการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ติดตาม ซึ่งแตกต่างจากโมเดลการประชาสัมพันธ์ภาครัฐแบบเดิมพอสมควร
บทบาทของคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเผยแพร่ข่าวของรัฐบาล แต่ครอบคลุมถึงการกำหนดทิศทางและประสานระบบการประชาสัมพันธ์ของประเทศ
หากมองจากภูมิหลังของผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 6 คน จะเห็นการผสมกันของทักษะหลายด้าน ตั้งแต่ Storytelling การบริหารสื่อ ข่าวและการอธิบายประเด็นซับซ้อน เทคโนโลยีสารสนเทศ งานวิชาการ ไปจนถึง Social Media และ AI
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าโจทย์ของการประชาสัมพันธ์ภาครัฐกำลังเปลี่ยนไปตามภูมิทัศน์สื่อ เพราะในโลกที่ประชาชนมีข้อมูลให้เลือกแทบไม่จำกัด การสื่อสารจากภาครัฐไม่ได้แข่งขันเพียงกับสื่อข่าว แต่ยังอยู่บนหน้าฟีดเดียวกับครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ แบรนด์ คลิปไวรัล และข้อมูลที่อาจจริงบ้างไม่จริงบ้าง
ความเร็วและเทคโนโลยีจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสมการ สิ่งที่ท้าทายกว่าคือการทำให้ข้อมูลของรัฐ เข้าใจง่าย เข้าถึงประชาชนได้ทันเวลา และยังรักษาความถูกต้องกับความน่าเชื่อถือเอาไว้
การมีผู้เชี่ยวชาญจากหลายวงการเข้ามาอยู่ใน กปช. จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าจับตา แต่ผลลัพธ์จริงยังต้องวัดจากสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ว่า ความเชี่ยวชาญเหล่านี้จะถูกแปลงเป็นนโยบายและวิธีทำงานใหม่ได้มากเพียงใด
เพราะสุดท้ายแล้ว การสื่อสารภาครัฐยุคใหม่อาจไม่ได้วัดจากจำนวนข่าวที่เผยแพร่ออกไป แต่อยู่ที่ว่า เมื่อข้อมูลสำคัญมาถึง ประชาชนได้รับ เข้าใจ และเชื่อถือมันหรือไม่