
SHORT CUT
กกต. มีมติส่ง 77 รายชื่อให้ศาลฎีกาพิจารณาในคดี ฮั้ว สว. ผู้ถูกส่งฟ้องประกอบด้วย สว. ที่ดำรงตำแหน่งปัจจุบัน 26 ราย, ผู้มีสิทธิเลือก 36 ราย และบุคคลอื่นอีก 15 ราย ข้อกล่าวหาหลักที่นำไปสู่การส่งฟ้องคือการแนะนำตัวที่ไม่เป็นไปตามระเบียบ และการให้หรือรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการลงคะแนน
จากมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2569 ที่เห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกร้องรวม 77 ราย (สว. ดำรงตำแหน่งปัจจุบัน 26 ราย, ผู้มีสิทธิเลือก 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย) ในคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 หรือ "คดีฮั้ว สว." ที่กรรมการชุด 26 เห็นควรส่งศาล 229 ราย ได้สร้างข้อสงสัย และแรงสั่นสะเทือนต่อวงการกฎหมายและสังคมไทยอย่างกว้างขวาง
กกต. ชี้แจงว่า การที่สำนวนผ่านทั้งคณะชุดที่ 26 และชุดที่ 36 เป็นกระบวนการตามขั้นตอน และความเห็นของแต่ละชั้นสามารถแตกต่างกันได้ เพราะแต่ละคณะมีหน้าที่กลั่นกรองข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อกฎหมาย โดยความเห็นเหล่านั้นเป็นเพียงข้อมูลประกอบการพิจารณา ไม่ได้ผูกพันว่า กกต. จะต้องลงมติตามความเห็นของคณะใดคณะหนึ่ง
สำหรับข้อกล่าวหาทั้ง 7 ข้อ ครอบคลุมตั้งแต่กรณีกรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เข้าไปช่วยเหลือผู้สมัครให้ได้รับเลือกเป็น สว. กรณีผู้สมัครยินยอมรับความช่วยเหลือจากฝ่ายการเมือง การแนะนำตัวที่อาจไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ตลอดจนข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ การจัดเลี้ยง และการรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการเลือกหรือไม่เลือกผู้สมัครรายใด
อีกประเด็นที่ กกต. ชี้แจง คือเรื่อง "โพย" หรือเอกสารที่นำเข้าไปในสถานที่เลือก สว. โดยระบุว่า เดิม กกต. เคยออกระเบียบห้ามนำเอกสารแนะนำตัวเข้าไปในสถานที่เลือก แต่ภายหลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนข้อกำหนดดังกล่าว ดังนั้น การนำเอกสารเข้าไปในพื้นที่เลือกจึงไม่ได้เป็นความผิดโดยตัวมันเอง
แต่สิ่งที่ต้องตรวจสอบ คือ ที่มาของโพย เนื้อหาในโพย รวมถึงความเชื่อมโยงกับบุคคลอื่น โดย กกต. แยกโพยออกเป็น 2 ลักษณะ ทั้งโพยที่ผู้สมัครจดหรือจัดทำขึ้นเอง และโพยที่อาจมีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงกับบุคคลอื่น ซึ่งหากตรวจสอบแล้วพบพยานหลักฐานถึงความเกี่ยวข้อง ก็สามารถนำไปสู่การแจ้งข้อกล่าวหาได้
ข้อกล่าวหาที่ 1 กรณีฝ่ายการเมืองเข้าไปช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว. หรือทำให้ผู้สมัครรายอื่นไม่ได้รับเลือก ไม่มีมติส่งผู้ถูกร้องให้ศาลฎีกา
ข้อกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นกรณีผู้สมัครยินยอมให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาช่วยเหลือ โดยข้อกล่าวหานี้มีผู้ถูกร้อง 140 คน แบ่งเป็น สว. ที่ดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง 137 คน สว.สำรอง 1 คน และผู้มีสิทธิเลือก สว. อีก 2 คน ซึ่งไม่มีผู้ถูกส่งศาลฎีกาในข้อกล่าวหานี้
ข้อกล่าวหาที่ 3 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแนะนำตัวและประเด็นเอกสารหรือโพย กกต. มีมติส่งศาลฎีกาบางส่วน โดยในกลุ่ม สว. ที่ดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง 137 คน มีมติส่งศาลฎีกา 26 คน นอกจากนี้ ยังส่งผู้มีสิทธิเลือก สว. อีก 1 คน และบุคคลอื่นอีก 9 คน ให้ศาลฎีกาพิจารณา ส่วนกลุ่มกรรมการบริหารพรรค สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งมีผู้ถูกร้องในข้อกล่าวหานี้ 20 คน จากรายละเอียดที่ กกต. เปิดเผย ไม่มีการระบุจำนวนผู้ถูกส่งศาลฎีกาในกลุ่มดังกล่าว
ข้อกล่าวหาที่ 4-7 กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญารวม 77 ราย ครอบคลุมกรณีดังต่อไปนี้
การตั้งข้อกล่าวหาในชั้นการพิจารณาของ กกต. มีการพิจารณารวมทั้งสิ้น 7 ข้อหา ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
1. กรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง
2. ผู้สมัครยินยอมให้กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคสอง
3. ผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่ กกต.กำหนด คือระเบียบ กกต.ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา 2567 ที่ออกตามมาตรา 70 และมาตรา 36
4. มีการจัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจะเตรียมเพื่อให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 (1) หรือไม่
5. มีการเลี้ยง หรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 (3) หรือไม่
6. มีการเรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อลงสมัครตามมาตรา 79 หรือไม่
7. ผู้มีสิทธิเลือกเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด ตามมาตรา 81 หรือไม่
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยรายชื่อผู้ถูกร้อง จำนวน 77 คน ที่ กกต.มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาในสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาโดยปรากฎชื่อบุคคลที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จัก
52.พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา
53. พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย
54. นายเศก จุลเกษร
55. นายวิวัฒน์ รุ้งแก้ว
56. นายสุเทพ สังข์วิเศษ
57. นางนงลักษณ์ ก้านเขียว
58. นายสมศักดิ์ จันทร์แก้ว
59. นายเตชสิทธิ์ ชูแก้ว
60. น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน
61. นายยะโก๊บ หีมละ
62. น.ส.เข็มรัตน์ สุรเมธีมาณพ
63. นายชีวะภาพ ชีวะธรรม
64. นายนิพนธ์ เอกวานิช
65. นายโสภณ มะโนมะยา
66. พ.ต.ท.สง่า ส่งมหาชัย
67. นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม
68. น.ส.อัจฉรพรรณ หอมรส
69. นายสมหมาย ศรีจันทร์
70. นายวิรวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล
71. นายวิเชียร ชัยสถาพร
72. นายนิรุตติ สุทธินนท์
73. นายสากล ภูลศิริกุล
74. นายภาณุพงษ์ เต็งวงษ์วัฒนะ
75. นายสิทธิกร ธงยศ
76. นายอลงกต วรกี
77. นายณัฐกิตติ์ หนูรอด
กกต. จัดทำคำวินิจฉัยสำนวนการเลือก สว. ภายใน 60 วัน ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ภายใน 60 วัน ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ถ้าเป็น สว. ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา ขณะที่เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาว่ามีการกระทำความผิด ให้สมาชิกภาพ สว. ผู้นั้นสิ้นสุดลงนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่