
SHORT CUT
ฉัตรพงษ์ ชื่นฤดีมล ชวนดู 'Korat Bastard Architecture' ค้นคุณค่าจากชีวิตประจำวัน เปลี่ยนภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นโอกาสให้โคราชน่าอยู่ น่าลงทุน และน่าเที่ยว
เมื่อเมืองไม่ได้ประกอบขึ้นจากอาคารเพียงอย่างเดียว แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องราว ผู้คน วิถีชีวิต วัสดุ และองค์ประกอบเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้งาน สิ่งที่คนในเมืองเห็นจนชินตาอาจไม่ได้เป็นเพียง 'ของธรรมดา' หากกลับซ่อนแนวคิดและภูมิปัญญาที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นการออกแบบเมืองในอนาคตได้
แนวคิดนี้ถูกถ่ายทอดผ่านงานเสวนา 'KORAT BASTARD ARCHITECTURE' ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุม ชั้น 4 อาคาร 37 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และศิลปกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เพื่อชวนผู้เข้าร่วมกลับมามองสถาปัตยกรรมและองค์ประกอบของเมืองในมุมที่แตกต่างจากภาพจำเดิม พร้อมตั้งคำถามว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเองจากบริบทและวิถีชีวิตของผู้คนสามารถกลายเป็นแรงบันดาลใจสำหรับการออกแบบเมืองร่วมสมัยได้อย่างไร
งานครั้งนี้จัดโดยจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) เทศกาลเคแบทเทิล กรรมาธิการสถาปนิกอีสาน สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และศิลปกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน
หัวใจสำคัญของเวทีอยู่ที่การถ่ายทอดประสบการณ์ของ ฉัตรพงษ์ ชื่นฤดีมล สถาปนิกผู้ก่อตั้ง CHAT architects เจ้าของรางวัลศิลปาธร สาขาสถาปัตยกรรม ประจำปี 2563 โดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งในข้อมูลการจัดงานยังระบุว่า ฉัตรพงษ์จบการศึกษาระดับปริญญาโทจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาเวิร์ด และเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยฮาเวิร์ดใน Spring Term ปี 2026
ฉัตรพงษ์เริ่มการบรรยายด้วยการชวนให้มองหาแรงบันดาลใจจากสิ่งที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน เพราะแนวคิดที่ดีก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากเรื่องซับซ้อนเสมอไป
หนึ่งในตัวอย่างที่เขาหยิบมาเล่าคือภาพของชาวบ้านที่ปากหัน ซึ่งดึงเรือหางยาวข้ามคลองและใช้เชือกร่วมกับตัวเรือจนเกิดลักษณะคล้ายสะพาน เป็นการนำสิ่งของที่มีอยู่มาดัดแปลงให้ทำหน้าที่ใหม่ เขาเรียกกระบวนการลักษณะนี้ว่า 'การแฮ็ก' (hack) ของที่มีอยู่ ก่อนจะนำสิ่งที่สังเกตพบมาวาดเป็นภาพและสร้างแบบจำลอง เพื่อศึกษาว่าภูมิปัญญาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันสามารถบอกเล่าเรื่องราวของสถาปัตยกรรมและเมืองได้อย่างไร
วิธีคิดดังกล่าวนำไปสู่งานวิจัย 'Bangkok Bastard' หรือ 'สถาปัตยกรรมสารเลว' ที่ฉัตรพงษ์ศึกษามานานกว่าสิบปี โดยคำว่า 'สารเลว' ในความหมายของเขา ไม่ได้หมายถึงสถาปัตยกรรมที่ไม่มีคุณค่า แต่หมายถึงสถาปัตยกรรมที่ไม่ได้มีสถาปนิกเป็นผู้ออกแบบ ไม่ใช่อาคารหรูหรา หากเป็นสิ่งปลูกสร้างที่เกิดจากภูมิปัญญาของผู้คน และบางครั้งสร้างขึ้นจากวัสดุเหลือใช้ แต่กลับเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์
ตัวอย่างเช่น บ้านพักคนงานก่อสร้างที่นำสังกะสี ไม้อัด และวัสดุรอบตัวมาสร้างที่อยู่อาศัย หรือการใช้นั่งร้านที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงป้องกันแดดฝน แต่ยังกลายเป็นพื้นที่กินข้าว ซักผ้า และพื้นที่อเนกประสงค์ รวมถึงการทำหลังคาสองชั้นเพื่อช่วยป้องกันสิ่งของที่อาจตกลงมาจากพื้นที่ก่อสร้าง
สิ่งเหล่านี้สะท้อนมุมมองของฉัตรพงษ์ว่า สถาปัตยกรรมไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นจากโต๊ะเขียนแบบเสมอไป แต่สามารถเกิดจากการแก้ปัญหาของผู้คนที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับข้อจำกัดของชีวิตจริง
แนวคิดจากสิ่งธรรมดาถูกนำไปต่อยอดในโครงการจริงหลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือการศึกษาโรงแรมม่านรูด ซึ่งฉัตรพงษ์มองว่า แม้อาคารประเภทนี้จะไม่ได้ถูกพูดถึงในฐานะสถาปัตยกรรมชั้นสูง แต่กลับมีการออกแบบที่ตอบโจทย์เรื่อง 'ความเป็นส่วนตัว' ได้อย่างชัดเจน ทั้งการทำทางเข้าแบบอุโมงค์และการใช้ม่านปิดพื้นที่
ต่อมาเมื่อเจ้าของโรงแรมวิทย์ไพศาลต้องการปรับปรุงอาคารให้เป็นโรงแรมบูติกสำหรับครอบครัวขนาดเล็ก ทีมออกแบบต้องเผชิญกับข้อจำกัดเรื่องขนาดห้องและจำนวนเตียง จึงเกิดแนวคิดสร้าง 'กล่องเตียง' ยื่นออกมาจากผนัง ให้พื้นที่เดียวสามารถเป็นที่นั่งในเวลากลางวันและกลายเป็นเตียงนอนในเวลากลางคืน
ขณะเดียวกันพื้นที่ภายนอกอาคารถูกต่อยอดด้วยแนวคิด 'นั่งร้าน' ที่ได้แรงบันดาลใจจากบ้านพักคนงานก่อสร้าง โดยแบ่งการใช้งานออกเป็นทั้งระเบียง ช่องทางบริการสำหรับการซ่อมเครื่องปรับอากาศโดยไม่จำเป็นต้องเข้าห้องพัก และพื้นที่จอหนังกลางแปลง
จากโรงแรมที่เดิมปิดตัวเองเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว อาคารจึงค่อย ๆ เปิดออกสู่ถนน กลายเป็น 'Street Hotel' ที่เชื่อมผู้เข้าพักเข้ากับชีวิตของชุมชนและอาหารริมทางโดยรอบ
เมื่อแนวคิด 'Bastard Architecture' ถูกนำกลับมามองผ่านบริบทของนครราชสีมา สิ่งที่ฉัตรพงษ์เห็นจึงไม่ใช่เพียงโอกาสในการสร้างอาคารใหม่ แต่เป็นโอกาสในการกลับไปค้นหาว่า โคราชมีอะไรอยู่แล้ว
ทั้งวิถีชีวิตของผู้คน สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น วัสดุ ภูมิปัญญา ตลาด ร้านค้า อาคารเก่า ไปจนถึงองค์ประกอบเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นเองจากการใช้งาน ล้วนสามารถกลายเป็นต้นทุนของการออกแบบเมืองได้
ฉัตรพงษ์มองว่าสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะภาคอีสาน มีเสน่ห์และความน่าสนใจอยู่แล้ว หากผู้คนสามารถกลับมามองสิ่งเหล่านั้นด้วยสายตาใหม่ และไม่เบื่อกับสิ่งที่เห็นในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาเมืองคือการทำให้โคราชเป็นเมืองที่ 'น่าอยู่ น่าลงทุน และน่าเที่ยว' โดยสถาปัตยกรรมสามารถเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยสร้างคุณภาพของเมืองให้เกิดขึ้นได้
สิ่งสำคัญอีกประการคือ การพัฒนาเมืองไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจกับประโยชน์ของชุมชน เพราะฉัตรพงษ์มองว่าโครงการที่เริ่มจากวัฒนธรรมพื้นถิ่นและชุมชนสามารถต่อยอดไปสู่โครงการขนาดใหญ่ เช่น โรงแรมได้ ขณะเดียวกันโครงการของนักลงทุนก็สามารถออกแบบให้สร้างประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนได้เช่นกัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง