
SHORT CUT
ทำไมเครื่องแต่งกายไทย-กัมพูชาถึงคล้ายกัน? ย้อนรอยผืนผ้าแห่งลุ่มเจ้าพระยา-โขง ที่สะท้อนการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและอิทธิพลจากอินเดียตลอดพันปี
เมื่อพูดถึงเครื่องแต่งกายโบราณของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิ่งหนึ่งที่ผู้สนใจประวัติศาสตร์มักสังเกตเห็นเสมอคือ ผ้าหลายชนิดของไทยและกัมพูชามีรูปแบบและหน้าที่ใช้สอยที่คล้ายคลึงกันอย่างน่าสนใจ ทั้งชื่อเรียก วิธีสวมใส่ และโอกาสที่ใช้งาน
นี่คือร่องรอยของประวัติศาสตร์ร่วมที่ทั้งสองดินแดนต่างเคยรับอารยธรรมอินเดียผ่านเส้นทางการค้าและศาสนาเข้ามาหล่อหลอมพร้อม ๆ กัน และยังมีปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกันมาอย่างต่อเนื่องนับพันปี ก่อนที่แต่ละฝ่ายจะค่อย ๆ แตกแขนงพัฒนาจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของตนเองในเวลาต่อมา
ผ้าที่พาดเฉียงจากบ่าไปยังสะเอวนี้ ฝั่งไทยเรียกว่า 'สไบ' (Sabai) สืบร่องรอยได้ถึงสมัยอาณาจักรทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 11–16 ซึ่งเป็นยุคที่วัฒนธรรมพุทธศาสนาเถรวาทและศิลปะแบบอินเดียแผ่อิทธิพลเข้ามาในดินแดนภาคกลางของไทยอย่างเข้มข้น จนเกิดเป็นรูปแบบศิลปะที่นักวิชาการยกให้เป็นยุคศิลปะแรกเริ่มของประวัติศาสตร์สยามซึ่งถือเป็นหลักฐานความเจริญของอารยธรรมอันเก่าแก่ไม่แพ้อารยธรรมอื่นในโลก
แต่ประเด็นนี้ก็ยังเป็นประเด็นถกเถียงทางวิชาการอยู่ ทั้งเรื่องที่ตั้งศูนย์กลางอาณาจักรและขอบเขตอำนาจที่แท้จริง แต่ที่แน่ชัดคือร่องรอยศิลปกรรมยุคนี้แสดงถึงคติความเชื่อและวิถีชีวิตที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอินเดียอย่างชัดเจน
ฝั่งกัมพูชาเรียกผ้าลักษณะเดียวกันนี้ว่า 'Sbai' ปรากฏหลักฐานย้อนไปถึงสมัยนครวัด ราวพุทธศตวรรษที่ 14–20 สไบมักสวมคู่กับผ้านุ่งมีทั้งแบบเรียบง่ายสำหรับสวมใส่ทั่วไป ไปจนถึงผ้าไหมและงานปักอันประณีตสำหรับโอกาสพิธีการ สะท้อนว่าการคลุมไหล่ด้วยผ้าผืนยาวเป็นธรรมเนียมที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมการแต่งกายของภูมิภาคนี้มายาวนาน
ผ้าผืนสี่เหลี่ยมที่พันรอบเอวปกปิดร่างกายท่อนล่างนี้ ฝั่งไทยเรียกว่า 'ผ้านุ่ง' สืบย้อนได้ถึงสมัยทวารวดีเช่นกัน ส่วนฝั่งกัมพูชาเรียกว่า 'ซัมปอต' (Sampot) ซึ่งปรากฏหลักฐานชัดเจนในงานประติมากรรมสลักนูนต่ำที่ปราสาทนครวัด
หลักฐานทางประวัติศาสตร์อีกชิ้นที่ยืนยันเรื่องการนุ่งผ้าของชาวเขมรโบราณ คือบันทึกของราชทูตจีน โจวต้ากวาน (Zhou Daguan) ที่เดินทางมาเยือนอาณาจักรเขมรในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ซึ่งบรรยายว่าทั้งชายและหญิงในสมัยนั้นใช้ผ้าผืนเดียวพันรอบเอว แม้แต่พระมเหสีของกษัตริย์ก็ยังแต่งกายในลักษณะนี้ สะท้อนว่าผ้านุ่งพื้นฐานเป็นเครื่องแต่งกายร่วมของทุกชนชั้น เพียงแต่ความประณีตของเนื้อผ้าและลวดลายต่างหากที่บ่งบอกสถานะทางสังคม
หนึ่งในภูมิปัญญาการนุ่งผ้าที่น่าสนใจที่สุดคือการรวบชายผ้าลอดหว่างขาไปเหน็บไว้ด้านหลัง ทำให้ผ้าผืนเดียวแปรสภาพคล้ายกางเกง สวมใส่ได้คล่องตัวทั้งชายและหญิง ฝั่งไทยเรียกวิธีนุ่งนี้ว่า 'โจงกระเบน'
ไม่มีหลักฐานระบุปีที่แน่ชัดว่าโจงกระเบนเริ่มมีขึ้นเมื่อใด แต่ร่องรอยที่พอสืบได้ชี้ว่าใช้กันมานานมาก ตั้งแต่สมัยสุโขทัยคนสามัญทั้งชายหญิงก็มักนุ่งโจงกระเบนแล้ว ขณะที่สตรีชั้นสูงนุ่งผ้ายาวครึ่งแข้งจีบซับซ้อนหลายชั้น แม้ข้อสันนิษฐานนี้จะมาจากรูปปั้นและภาพจารึกซึ่งอาจไม่ตรงกับความจริงทั้งหมด พอถึงสมัยอยุธยา ภาพจิตรกรรมแสดงให้เห็นทั้งสตรีที่นุ่งโจงกระเบนยาวครึ่งแข้ง ชายที่นุ่งแบบสั้นเหนือเข่า และชาวบ้านที่หยักรั้งผ้าขึ้นเพื่อความคล่องตัวในการทำงาน จึงน่าจะเริ่มจากความสะดวกในชีวิตประจำวันของสามัญชนก่อน
ส่วนในราชสำนักฝ่ายในซึ่งนุ่งผ้ายกจีบหน้าตามโบราณราชประเพณี การนุ่งโจงเพิ่งได้รับความนิยมช่วงต้นรัชกาลที่ 5 จนเกิดความเห็นต่างระหว่างผู้นิยมนุ่งจีบกับผู้นิยมนุ่งโจง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงวางหลักว่าในชีวิตประจำวันนุ่งแบบใดก็ได้ แต่งานพระราชพิธีต้องนุ่งจีบเท่านั้น ต่อมาในรัชกาลที่ 6 มีพระราชนิยมให้สตรีนุ่งซิ่น โจงกระเบนจึงค่อย ๆ ลดบทบาทลง
ฝั่งกัมพูชาเรียกผ้านุ่งแบบเหน็บชายนี้ว่า 'ซัมปอต จอง กเบน' (Sampot Chang Kben) ซึ่งมีผู้กล่าวถึงว่าอาจสืบย้อนไปได้ไกลถึงสมัยพระนคร (อังกอร์) ซึ่งรับวัฒนธรรมอินเดียเข้ามาผสมผสานกับวิถีพื้นถิ่น ด้วยความคล่องตัวที่เหนือกว่าการนุ่งผ้าธรรมดา
หากสามชนิดข้างต้นเกี่ยวพันกับพิธีการและชนชั้น ผ้าผืนนี้กลับเป็นของคู่กายคนธรรมดาสามัญ ฝั่งไทยเรียกว่า "ผ้าขาวม้า" สืบย้อนได้ถึงแถบเชียงแสน ราวพุทธศตวรรษที่ 16 อันเป็นยุคที่ชุมชนโบราณบริเวณภาคเหนือตอนบนของไทยเริ่มพัฒนาเป็นบ้านเมือง ก่อนการสถาปนาอาณาจักรล้านนาในเวลาต่อมา ส่วนฝั่งกัมพูชาเรียกว่า "กรอม้า" (Krama) ซึ่งมีการกล่าวอ้างว่ามีมาตั้งแต่ยุคก่อนนครวัด ราวพุทธศตวรรษที่ 6–10 อันเป็นช่วงก่อนที่อาณาจักรเขมรจะรุ่งเรืองสูงสุดในยุคพระนคร
ผ้าทอสี่เหลี่ยมลายตารางผืนนี้ถือเป็นสุดยอดของความอเนกประสงค์ ใช้คาดเอว พาดบ่า โพกศีรษะ ห่อของ ใช้เป็นเปลอุ้มเด็ก หรือแม้แต่เช็ดตัวก็ได้ในผืนเดียว ปัจจุบันกรอม้ายังคงเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติที่สำคัญของกัมพูชา ปรากฏใช้ทั้งในชีวิตประจำวันของชาวบ้านและในงานพิธีการระดับชาติ เช่นเดียวกับผ้าขาวม้าที่ยังผูกพันกับวิถีชีวิตลุ่มน้ำเจ้าพระยาและอีสานมาจนถึงทุกวันนี้
เมื่อมองภาพรวมจะเห็นแบบแผนที่คล้ายกัน คือทั้งไทยและกัมพูชาต่างมีผ้าที่ทำหน้าที่คล้ายกันในบริบททางสังคมใกล้เคียงกัน ทั้งผ้าคลุมไหล่สำหรับพิธีการ ผ้านุ่งท่อนล่างที่บ่งบอกสถานะ ผ้านุ่งแบบเหน็บชายที่เพิ่มความคล่องตัว และผ้าอเนกประสงค์ของคนทั่วไป นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่มองว่านี่คือผลพวงของการที่ภูมิภาคนี้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมมาตั้งแต่ยุคโบราณ
ที่มา :Traditional textiles of Cambodia : cultural threads and material heritage ,Tevoa
ข่าวที่เกี่ยวข้อง