
SHORT CUT
ย้อนภูมิปัญญาอยุธยา เมืองที่อยู่กับน้ำท่วมมานานกว่า 400 ปี เปิดวิธีคนโบราณรับมือน้ำหลาก ด้วยคลอง คันดิน ทุ่งรับน้ำ และการออกแบบเมืองให้ 'น้ำมีทางไป'
ถ้าย้อนกลับไปราว 400-500 ปี จะพบว่าเมืองหลวงของไทยอยู่กับน้ำท่วมมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว ในฤดูน้ำหลาก น้ำจะเอ่อท่วมพื้นที่รอบกรุงเป็นบริเวณกว้างจนดูคล้ายทะเล เหลือเพียงตัวเกาะเมืองที่โผล่พ้นน้ำ และน้ำท่วมนอกเมืองปีหนึ่งอาจอยู่นานถึง 4-5 เดือน สำหรับคนสมัยนั้น น้ำท่วมจึงเป็นเรื่องปกติที่มาตามฤดูกาล
แล้วพวกเขารับมือกันอย่างไร?
หากมองอยุธยาจากมุมสูงในยุคเริ่มแรก คุณจะเห็นเมืองที่ลอยอยู่บนเกาะ แม่น้ำเจ้าพระยา ป่าสัก และลพบุรีโอบล้อมพื้นที่นี้ไว้ราวกับเข็มขัดสายน้ำ เมื่อพระเจ้าอู่ทองทรงสถาปนาเมืองราว พ.ศ. 1893 ตามบันทึกที่เล่าสืบต่อกันมา ทรงเลือกทำเลนี้หลังโรคฝีดาษระบาดหนักที่ลพบุรี แต่ทำเลนี้ให้มากกว่าความปลอดภัยจากโรค ชาวเมืองยุคแรกขุดคลองโค้งทางด้านเหนือเชื่อมเจ้าพระยากับลพบุรี ทำให้เมืองกลายเป็นเกาะโดยสมบูรณ์ ข้าศึกที่คิดจะบุกจึงต้องข้ามน้ำก่อนเสมอ สายน้ำที่ล้อมรอบจึงเป็นทั้งคูเมืองและปราการ
แต่อยุธยาไม่ได้ใช้น้ำเพื่อป้องกันตัวอย่างเดียว น้ำยังเป็นถนนสายหลักของเมืองด้วย อยุธยาเติบโตจากการเป็นจุดแวะพักบนเส้นทางการค้าระหว่างอินเดียกับจีน และเมื่อสยามลงนามสนธิสัญญากับโปรตุเกสในปี ค.ศ. 1516 พ่อค้าจากดัตช์ อังกฤษ ญี่ปุ่น และฝรั่งเศสก็ทยอยแล่นเรือเข้ามาตามลำน้ำ ภายในเมือง คลองสายเล็กสายน้อยทำหน้าที่แทนถนน ผู้คนจำนวนไม่น้อยอาศัยอยู่ในเรือนแพและซื้อขายของกันบนเรือ เครือข่ายทางน้ำที่ยาวราว 140 กิโลเมตรนี้เองที่ทำให้นักเดินทางชาวตะวันตกขนานนามอยุธยาว่า 'เวนิสแห่งตะวันออก'
แต่เพราะพื้นที่ราบลุ่มนอกกำแพงเมืองเป็นที่ราบน้ำท่วมถึง แต่ละปีจึงมีน้ำท่วมขังสูงนานราว 4–5 เดือน ชาวอยุธยาจึงอยู่กับน้ำจนคุ้นเคย
คนโบราณเวลาจะตั้งเมืองต้องพิจารณาความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ความเป็นชัยภูมิทางทหาร และที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ โดยที่ในฤดูแล้งก็ต้องไม่ขาดน้ำใช้ด้วย เพราะการสร้างเมืองไม่ใช่เรื่องที่ทำบ่อย และเมื่อสร้างแล้วส่วนใหญ่ก็ไม่ย้ายอีก
ตัวเกาะเมืองอยุธยามีพื้นที่ประมาณ 5,500 ไร่ ตั้งอยู่บน 'สันดินธรรมชาติริมลำน้ำ' ซึ่งเป็นที่ดอนที่เกิดจากตะกอนที่น้ำล้นตลิ่งพัดมาทับถมนานนับร้อยปี ที่ดอนนี้สูงพอที่น้ำจะไม่ท่วมตัวเมือง ทั้งที่ภายนอกจะเป็นทะเลน้ำก็ตาม เมืองโบราณอื่นอีกหลายแห่งก็เลือกทำเลแบบเดียวกัน เช่น ลพบุรี สุพรรณบุรี กำแพงเพชร และพิษณุโลก
.
แต่ทำเลแบบนี้ไม่ได้ใช้ได้กับทุกแห่ง หากสันดินไม่สูงและไม่คงตัวพอก็จะเกิดปัญหา ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือ 'เวียงกุมกาม' ที่พญามังรายสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1837 เมืองนี้ตั้งอยู่บนสันดินที่ยังไม่มั่นคง พงศาวดารบันทึกว่าถึงกลางฤดูฝนน้ำก็ท่วมเสียหายมาก พญามังรายจึงปรึกษาพระสหายอย่างพญาร่วงแห่งสุโขทัยและพญางำเมืองแห่งพะเยา แล้วตัดสินพระทัยย้ายไปสร้างเมืองเชียงใหม่บนลานตะพักลำน้ำซึ่งเป็นที่ดอนสูงกว่าและอยู่ห่างจากแม่น้ำ เวียงกุมกามที่ถูกทิ้งไว้ก็ค่อยๆ ถูกตะกอนน้ำท่วมทับถม จนวัดและโบราณสถานจมอยู่ใต้ดินลึก
เมื่อได้ที่ตั้งแล้ว ชาวอยุธยาก็ไม่ได้พยายามกั้นน้ำไม่ให้เข้ามา แต่วางผังเมืองให้น้ำไหลผ่านไปได้เร็วที่สุด พวกเขารักษาแม่น้ำลำคลองเดิมไว้ แล้วขุดคูคลองเพิ่ม โดยเฉพาะแนวเหนือ-ใต้ ให้เชื่อมกับทางน้ำธรรมชาติ จนกลายเป็นเครือข่ายคลองโยงใยทั้งในและนอกกำแพงเมือง กระแสน้ำเหนือที่ไหลหลากลงมาจึงไม่พุ่งเข้าปะทะเมืองโดยตรง แต่ถูกระบายออกไปได้เร็ว
รอบเกาะเมืองมีแม่น้ำล้อมสามด้าน เรียกรวมกันว่า 'คลองคูเมือง' คูเมืองด้านเหนือรับน้ำจากแม่น้ำลพบุรีและเจ้าพระยา ด้านตะวันออกรับน้ำจากแม่น้ำป่าสัก และคูเมืองด้านใต้เป็นจุดที่แม่น้ำทุกสายไหลรวมเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่บริเวณบางกระจะหรือบ้านน้ำวน
ภายในเกาะเมืองมีคลองสายหลักสามสายที่ผันน้ำจากคูเมืองทิศเหนือผ่านเกาะเมืองลงไปยังคูเมืองทิศใต้ เรียงจากตะวันตกไปตะวันออกคือ
คลองทั้งสามเป็นเส้นทางคมนาคมตัดตรงเหนือ-ใต้ และในฤดูน้ำหลากก็ใช้ระบายน้ำจากแม่น้ำลพบุรีลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาด้วย ในเกาะเมืองยังมีคูคลองสายหลักมากกว่า 10 สาย ทั้งแนวเหนือ-ใต้และตะวันออก-ตะวันตก แบ่งพื้นที่เป็นแปลงสี่เหลี่ยมสำหรับวัด วัง และที่อยู่อาศัยอย่างเป็นระเบียบ ขนานไปกับคลองมีถนนดินและถนนอิฐ พร้อมสะพานข้ามคลองกว่า 30 แห่ง
เมืองมีประตูเชื่อมคลองภายในกำแพงเมืองกับแม่น้ำหลักทั้งสามสาย ประตูน้ำเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนวาล์วของเมือง ช่วยรับน้ำเข้าและระบายน้ำออกตามจังหวะของฤดูกาล
เกาะเมืองอยุธยายังมีเกราะป้องกันอีกชั้นหนึ่ง ชาวอยุธยาขุดคันดินสูง 2-3 เมตรรอบเมืองไว้เป็นพนังกั้นน้ำ แล้วปักเสาไม้ระเนียดบนคันดินให้เป็นกำแพงเมืองไปพร้อมกัน ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ จึงมีการก่ออิฐถือปูนทับบนคันดินเพื่อให้แข็งแรงพอทนต่อกระสุนปืนใหญ่ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสงครามแบบใหม่
โยส เชาเตน ผู้อำนวยการสถานีการค้าฮอลันดาในรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง บันทึกว่ากำแพงเมืองอยุธยาก่อด้วยอิฐหนา หลักฐานฝั่งไทยระบุว่าหนา 6 ศอก (ราว 3 เมตร) สูงกว่า 3 วา (ราว 6 เมตร) ซึ่งนักวิชาการสันนิษฐานว่านับรวมความสูงของคันดินเดิมด้วย กำแพงจึงทำหน้าที่ทั้งกันข้าศึกและกันน้ำ
ส่วนพื้นที่นอกเกาะเมืองก็มีบทบาทในการรับมือกับน้ำเช่นกัน บ้านเรือนตั้งเป็นกลุ่มริมแม่น้ำสายหลักและสายรอง มีวัดวาอารามคั่นเป็นระยะ ส่วนด้านหลังที่อยู่อาศัยเป็นทุ่งกว้างสำหรับทำเกษตรกรรม และใช้เป็นท้องทุ่งรับน้ำในฤดูน้ำหลาก มีลำคลองธรรมชาติและคลองขุดชักน้ำไปหล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรสองฝั่ง เมื่อน้ำลด พื้นที่นี้ก็กลับมาเป็นทุ่งนา ตะกอนที่น้ำพามาช่วยให้ดินอุดมสมบูรณ์
ในปีที่น้ำเหนือหลากลงมามากเกินไปจนข้าวในนากำลังจะเสียหาย ราชสำนักจะจัด 'พิธีไล่น้ำ' หรือที่เรียกว่า 'พิธีไล่เรือ เถลิงพิธีตรียัมพวาย' ในเดือนอ้าย (ราวพฤศจิกายน-ธันวาคม) พระมหากษัตริย์ต้องประทับเรือพระที่นั่ง พร้อมเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ ล่องไปตามลำน้ำทางทิศใต้ แล้วประกอบพิธีเมื่อถึงสถานที่ที่กำหนด 'คำให้การชาวกรุงเก่า' เล่าว่าสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเรือพระที่นั่งในเวลาน้ำขึ้น รับสั่งให้น้ำลด แล้วทรงพระแสงฟันลงไป น้ำก็ลดตามพระราชประสงค์
เมื่อดูภูมิปัญญาของคนอยุธยาทั้งหมดรวมกัน จะเห็นรูปแบบหนึ่งชัดเจน คือพวกเขาไม่ได้พยายามเอาชนะน้ำ พวกเขาเลือกที่ดอนตั้งบ้านเมือง ขุดคลองให้น้ำมีทางไป กักน้ำไว้ใช้ในวัง ยกคันดินเป็นพนัง เปิดทุ่งให้น้ำพักในฤดูหลาก แล้วใช้ตะกอนที่น้ำทิ้งไว้ปลูกข้าวหลังน้ำลด
เหตุผลที่ระบบนี้ได้ผลนั้นอยู่ที่ความเข้าใจพื้นที่อย่างลึกซึ้ง นักโบราณคดีสรุปว่าหัวใจสำคัญอยู่ที่การเข้าใจสภาพของพื้นที่ตั้งเมือง แล้ววางมาตรการรับมือโดยไม่ต่อสู้กับพลังธรรมชาติ ไม่มองธรรมชาติเป็นศัตรู แต่เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมัน ผู้คนในอดีตจึงดำรงชีวิตอยู่ได้แม้จะเผชิญภัยธรรมชาติรุนแรงเพียงใดก็ตาม
ที่มา กรมศิลปกร,ศิลปะวัฒนธรรม
ข่าวที่เกี่่ยวข้อง