
SHORT CUT
'สิทธิบัตรพันธุ์พืช' เป็นเรื่องที่ถกเถียงอย่างมากว่าจะกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร สิทธิเกษตรกร และทรัพยากรธรรมชาติ แต่ในมุมมองของผู้พัฒนา หากไม่มีระบบคุ้มครองทางกฎหมายก็ต้องเผชิญความเสี่ยงที่น่ากังวลไม่แพ้กัน
ทำไมต้องจดสิทธิบัตรพันธุ์พืช?
ปัจจุบัน การปรับปรุงพันธุ์พืชไม่ใช่เพียงส่วนหนึ่งของเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม แต่นับเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพที่ต้องอาศัยปัจจัยหลายประการ หลายประเทศทั่วโลกจึงต้องการคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ ที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินขั้นตอนต่างๆ กว่าจะคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมจากนับหมื่นสายพันธุ์ โดยการพัฒนาพันธุ์พืชไร่มักจะใช้ระยะเวลา 7–10 ปี ส่วนไม้ยืนต้นอาจใช้เวลานานถึง 15–20 ปี การให้สิทธิคุ้มครองทางกฎหมาย (เช่น สิทธิบัตรหรือสิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่) จึงเป็นเหมือนหลักประกันว่าพวกเขาจะสามารถนำพืชเหล่านั้นไปสร้างประโยชน์เพื่อคืนทุนที่ถูกใช้ในการวิจัยได้
นอกจากนี้ยังต้องป้องกันการลอกเลียนแบบ เนื่องจากพันธุ์พืชเป็นสิ่งที่สามารถขยายพันธุ์ซ้ำได้ด้วยตัวเองผ่านเมล็ด กิ่งพันธุ์ หรือการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ต้นทุนในการลอกเลียนแบบจึงต่ำมากเมื่อเทียบกับต้นทุนวิจัย หากไม่มีระบบคุ้มครองทางกฎหมาย บุคคลอาจฉวยโอกาสนำส่วนขยายพันธุ์ไปสร้างผลประโยชน์ได้ทันที
3 ความเสี่ยงสำคัญหากไม่จดสิทธิบัตร
ข้อกังวลอีกด้านและบทเรียนประวัติศาสตร์
แม้การจดสิทธิบัตรพันธุ์พืชในลักษณะดังกล่าวจะมีข้อดี แต่ก็สร้างความกังวลเป็นวงกว้างในหลายประเด็น เช่น
โดยประเด็นขัดแย้งเหล่านี้ยังสะท้อนถึงข้อพิพาทในอดีต ระหว่างสิทธิบัตรต่างชาติกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่กลายเป็นคดีความข้ามประเทศ
ขมิ้น (ค.ศ. 1995):
สถาบันการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปี สหรัฐอเมริกา ได้รับสิทธิบัตรจาก USPTO ในข้ออ้างสิทธิ์การใช้ขมิ้นผงในการรักษาบาดแผล แต่ต่อมาสภาวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งอินเดีย ได้ยื่นขอให้ตรวจสอบสิทธิบัตรใหม่ โดยคัดค้านว่าขมิ้นถูกใช้รักษาแผลในอินเดียมานานหลายพันปีแล้ว ไม่ใช่นวัตกรรมใหม่แต่อย่างใด โดยใช้หลักฐานอย่าง ตำราภาษาโบราณ และบทความวิชาการที่เคยตีพิมพ์ในอดีต ทำให้ USPTO สั่งเพิกถอนสิทธิบัตรดังกล่าวทั้งหมดในปี ค.ศ. 1997 นับเป็นคดีประวัติศาสตร์คดีแรกที่ประเทศกำลังพัฒนาเพิกถอนสิทธิบัตรต่างชาติได้สำเร็จโดยใช้องค์ความรู้ดั้งเดิม
สะเดาอินเดีย (ค.ศ. 1994):
สำนักงานสิทธิบัตรยุโรป (EPO) ได้อนุมัติสิทธิบัตรให้แก่กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) และบริษัท W.R. Grace & Co. สำหรับกรรมวิธีใช้สารสกัดน้ำมันสะเดาในการกำจัดเชื้อราในพืช แต่กลุ่มองค์กรเอกชน นำโดย ดร.วันทนา ศิวะ (Vandana Shiva) และสมาพันธ์เกษตรกรรมอินทรีย์นานาชาติ (IFOAM) ร่วมกับกลุ่มเกษตรกรอินเดีย ได้ยื่นคัดค้านต่อ EPO โดยพิสูจน์ว่าคุณสมบัติการต้านเชื้อราของสะเดาเป็นภูมิปัญญาที่เกษตรกรอินเดียใช้ป้องกันพืชผลมานานกว่า 2,000 ปีแล้ว ต่อมา EPO จึงพิจารณาว่ากรรมวิธีดังกล่าวขาดความใหม่และขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น จึงสั่งเพิกถอนสิทธิบัตรดังกล่าว
ข้าวบาสมาติ (ค.ศ. 1997):
บริษัท RiceTec Inc. จากรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ได้รับสิทธิบัตรจาก USPTO ในชื่อ 'Basmati rice lines and grains' ครอบคลุมสายพันธุ์ข้าวไฮบริดจากการผสมข้ามพันธุ์ข้าวบาสมาติกับข้าวเมล็ดยาวของสหรัฐฯ รวมถึงอ้างสิทธิในลักษณะกลิ่นหอมและการยืดตัวของเมล็ดข้าว ต่อมารัฐบาลอินเดียและภาคประชาสังคมได้ยื่นคัดค้าน เนื่องจากคำขออ้างสิทธิ์ครอบคลุมกว้างเกินไปจนกระทบต่อข้าวบาสมาติดั้งเดิมและชื่อทางภูมิศาสตร์ของเอเชียใต้ ผลลัพธ์คือบริษัท RiceTec ยอมถอนข้ออ้างสิทธิ์ไป 15 ข้อจากทั้งหมด 20 ข้อ และตัดคำว่า 'Basmati' ออกจากชื่อสิทธิบัตร เหลือเพียงสิทธิในสายพันธุ์ไฮบริดเฉพาะ 3 สายพันธุ์ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเองเท่านั้น โดยเหตุการณ์นี้ยังส่งผลให้ประเทศในเอเชียใต้เร่งรัดการออกกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และจัดทำคลังปัญญาดิจิทัล (TKDL) เพื่อปกป้องฐานทรัพยากรชีวภาพในเวทีสากล
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้หลายประเทศเร่งรัดการออกกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และจัดทำคลังปัญญาดิจิทัล (TKDL) เพื่อปกป้องฐานทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นในเวทีสากลอย่างยั่งยืน