
SHORT CUT
Social Security สหรัฐฯ ส่อวิกฤต เงินกองทุนอาจหมดปี 2032 คนอเมริกันเสี่ยงถูกหั่นเงินเกษียณ 22% ขณะที่ทางออกอาจต้องแลกกับการขึ้นภาษีคนทำงาน
สำหรับคนอเมริกันจำนวนมาก Social Security เปรียบเสมือนหลักประกันสำคัญในช่วงบั้นปลายชีวิต เงินที่คนทำงานจ่ายเข้าสู่ระบบทุกเดือนจะถูกนำไปจ่ายเป็นสวัสดิการให้แก่ผู้เกษียณ ผู้พิการ และครอบครัวของผู้เสียชีวิต แต่ระบบที่ดำเนินมานานกว่า 90 ปีกำลังเผชิญคำถามใหญ่ เมื่อจำนวนเงินที่ต้องจ่ายออกเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ที่ไหลเข้าสู่ระบบ
รายงานล่าสุดของ Social Security Administration หรือ SSA ประเมินว่า กองทุน Old-Age and Survivors Insurance หรือ OASI ซึ่งเป็นกองทุนหลักสำหรับจ่ายเงินให้ผู้เกษียณและผู้รอดชีวิต อาจใช้เงินสำรองหมดในไตรมาส 4 ของปี 2032 หากสภาคองเกรสไม่แก้ไขอะไร เมื่อถึงวันนั้น Social Security ไม่ได้หมายความว่าจะ 'ไม่มีเงินจ่าย' หรือระบบล้มเลิกไปทันที เพราะรัฐบาลยังคงเก็บภาษีจากคนทำงานเข้าสู่ระบบ แต่รายได้ที่เข้ามาจะเพียงพอจ่ายประมาณ 78% ของสิทธิประโยชน์ที่กำหนดไว้ เท่ากับว่าผู้รับเงินอาจเผชิญการลดสิทธิประโยชน์ลงประมาณ 22%
หากมองกองทุน Social Security สำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการรวมกัน หรือ OASDI เงินสำรองถูกคาดว่าจะหมดในปี 2034 หลังจากนั้นรายได้ที่เข้ามาจะเพียงพอจ่ายประมาณ 83% ของสิทธิประโยชน์ตามกำหนดเท่านั้น
ปัญหานี้สะสมมานานจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป สหรัฐฯ มีผู้สูงอายุจำนวนมาก ขณะที่ระบบ Social Security มีลักษณะสำคัญคือ เงินภาษีที่เก็บจากคนทำงานในปัจจุบันถูกนำไปจ่ายให้ผู้รับสิทธิในปัจจุบัน ไม่ใช่การนำเงินของแต่ละคนไปเก็บไว้ในบัญชีส่วนตัวเพื่อรอใช้ตอนเกษียณ
หนึ่งในทางเลือกที่ถูกหยิบมาพูดถึงคือ การขึ้น Payroll Tax เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์เดิมเอาไว้
การวิเคราะห์ของ Advancing American Freedom ว่า หากรอจนถึงปี 2034 แล้วเลือกแก้ปัญหาด้วยการขึ้น Payroll Tax เพียงอย่างเดียว อัตราภาษีรวมอาจต้องเพิ่มจาก 12.4% เป็นประมาณ 17.3% หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 40% จากระดับปัจจุบัน แต่หากเริ่มแก้ปัญหาตั้งแต่วันนี้ อัตราที่ต้องเพิ่มอาจน้อยกว่า โดยการเพิ่มเป็นประมาณ 16.65% อาจเพียงพอต่อการป้องกันการลดสิทธิประโยชน์ตามการประเมินขององค์กรดังกล่าว
ตัวเลขนี้ทำให้คนรุ่นใหม่อย่าง Millennials และ Gen Z ต้องจับตามอง เพราะพวกเขายังเหลือช่วงเวลาทำงานอีกหลายสิบปี หากรัฐบาลเลือกใช้วิธีเพิ่ม Payroll Tax คนทำงานรุ่นปัจจุบันและอนาคตอาจต้องจ่ายเงินเข้าสู่ระบบมากขึ้นตลอดชีวิตการทำงาน
แต่การขึ้นภาษีไม่ใช่ทางเลือกเดียว สหรัฐฯ ยังสามารถพิจารณาเพิ่มเพดานรายได้ที่ต้องเสีย Payroll Tax ทำให้ผู้มีรายได้สูงจ่ายเข้าสู่ระบบมากขึ้น ปรับสูตรคำนวณสิทธิประโยชน์ หรือใช้มาตรการหลายอย่างร่วมกัน ปัญหาคือทุกทางเลือกมีคนที่ต้องรับภาระ ไม่ว่าจะเป็นคนทำงาน ผู้มีรายได้สูง นายจ้าง หรือผู้รับสิทธิประโยชน์
เวลาที่เหลืออีกประมาณ 6 ปีจึงมีความสำคัญ เพราะยิ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ ทางเลือกก็ยิ่งจำกัดและต้นทุนในการแก้ไขอาจสูงขึ้น สุดท้ายแล้วคำถามใหญ่ของ Social Security อาจไม่ใช่ว่า 'ใครจะได้รับเงินเกษียณ' แต่คือ 'ใครจะเป็นคนจ่าย' เพื่อให้ระบบที่คนอเมริกันพึ่งพามานานหลายชั่วอายุคนเดินหน้าต่อไปได้
ที่มา fortune
ข่าวที่เกี่ยวข้อง