
SHORT CUT
ดราม่าค่าน้ำชา 7 ล้าน ชวนส่องตลาดชาไทยมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท พร้อมเปิด 5 เทรนด์ชาเพื่อสุขภาพมาแรง ตั้งแต่คอมบูชา ชามะรุม ไปจนถึงสปาร์คกลิงที ที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม
จากประเด็นดราม่าที่มีการเผยแพร่ภาพสลิปโอนเงินจำนวน 7 ล้านบาท พร้อมกล่าวอ้างว่าเป็นเงินค่าน้ำชาที่โอนเข้าบัญชีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในปี 2566 ที่ผ่านมา จนกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง ก่อนที่นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะออกมาชี้แจงยืนยันว่าเป็นข่าวปลอมที่สร้างขึ้นเพื่อใส่ร้าย บิดเบือน และหวังผลดิสเครดิตทางการเมือง
ไหนๆ วันนี้ก็พูดถึงเรื่องน้ำชากันแล้ว ชวนเปลี่ยนจากประเด็นการเมืองมาส่องอีกมุมของตลาดชาที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อย เพราะข้อมูลที่มีการประเมินในช่วงที่ผ่านมา ระบุว่าตลาดชาในประเทศไทยมีมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งชาพร้อมดื่ม ชานมไข่มุก และธุรกิจร้านชาที่ขยายตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภค ขณะที่การส่งออกชาและผลิตภัณฑ์ชาของไทยก็มีแนวโน้มเติบโตเช่นกัน
หากแยกตามเซ็กเมนต์ ตลาดชาพร้อมดื่มมีมูลค่ากว่า 16,800 ล้านบาท เติบโตประมาณ 6.8% ส่วนตลาดชานมไข่มุกมีมูลค่าราว 6,000-7,285 ล้านบาท ขณะที่ตลาดชาชงเสิร์ฟหรือภาพรวมธุรกิจร้านชา มีมูลค่าประเมินไว้ที่ 11,698 ล้านบาท และมีร้านชาทั่วประเทศกว่า 30,000 แห่ง สะท้อนให้เห็นว่าชาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มแก้กระหาย แต่เป็นธุรกิจที่มีผู้เล่นตั้งแต่ผู้ผลิตรายใหญ่ไปจนถึงร้านค้ารายย่อย
ด้านการส่งออก ในปี 2567 ที่ผ่านมา ไทยส่งออกชาและผลิตภัณฑ์ชามูลค่า 70.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,459.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.6% ขณะเดียวกัน ข้อมูลการประเมินตลาดค้าชาทั่วโลกในปี 2565 ที่ผ่านมา ยังจัดให้ไทยอยู่ในอันดับ 7 ของตลาดค้าชาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยมูลค่าประมาณ 5,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 196,151 ล้านบาท
รู้หรือไม่ ไทยติดอันดับ 7 ตลาดค้าชาใหญ่ที่สุดในโลก
ข้อมูลจากการนำเสนอเรื่องกระแสสถานการณ์ชาโลกต่อการเปลี่ยนแปลงตลาดชาไทย โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล หัวหน้าสถาบันชาและกาแฟ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ภายในงานประชุมเครือข่ายชา-กาแฟประเทศไทย เมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา ระบุว่า อุตสาหกรรมชาทั่วโลกมีมูลค่าการผลิตมากกว่า 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะที่การค้าชามีมูลค่าประมาณ 9,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีการส่งออกเป็นแหล่งรายได้สำคัญ
สำหรับการจัดอันดับตลาดค้าชาในปี 2565 ที่ผ่านมา จีนครองอันดับ 1 ด้วยมูลค่า 99,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามด้วยอินเดีย 15,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ญี่ปุ่น 14,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สหรัฐอเมริกา 13,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ บราซิลและตุรกีอยู่ที่ประมาณ 11,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนไทยอยู่อันดับ 7 ด้วยมูลค่า 5,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอินโดนีเซียอยู่อันดับ 8 ด้วยมูลค่า 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความน่าสนใจของตลาดชาไทยที่มีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับหลายประเทศ แม้พฤติกรรมการบริโภคและโครงสร้างตลาดจะแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อัตราการบริโภคชาทั่วโลกขยายตัวเฉลี่ยประมาณ 2.5% ต่อคนต่อปี และความต้องการของผู้บริโภคก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ชาแบบดั้งเดิมอีกต่อไป
เปิด 5 โปรดักต์ชาเพื่อสุขภาพที่น่าจับตา
หนึ่งในเทรนด์สำคัญของอุตสาหกรรมชาระหว่างปี 2564-2566 ที่ผ่านมา คือการให้ความสำคัญกับสุขภาพและประสบการณ์การดื่มชา ตั้งแต่การชงชาพรีเมียมที่บ้าน การซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ ชาแบบแคปซูล ชาสกัดเย็น ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ผู้บริโภคเริ่มเลือกเครื่องดื่มตามจุดประสงค์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนคลาย การพักผ่อน หรือช่วยให้รู้สึกตื่นตัว
เทรนด์ดังกล่าวยังผลักดันให้ผู้ผลิตพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะชาจากสมุนไพรและผลไม้ ซึ่งมี 5 โปรดักต์ที่ได้รับความสนใจ ได้แก่ คอมบูชา หรือชาหมัก ที่ได้รับความนิยมจากกระแสการดูแลระบบย่อยอาหารและสมดุลลำไส้, ชามะรุม ซึ่งเป็นชาสมุนไพรที่ผู้บริโภคสนใจในแง่ของการดูแลสุขภาพ, ชาผู่เอ๋อร์ ชาจีนหมักที่มีเอกลักษณ์ด้านรสชาติ, ชาฮันนีบุช ชาสมุนไพรที่มีแร่ธาตุ และสปาร์คกลิงที หรือชาอัดแก๊สที่ให้ความรู้สึกสดชื่นและมีโอกาสเจาะกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่น
นอกจากนี้ ภาพรวมตลาดชายังมุ่งไปสู่การพัฒนารสชาติแบบฟิวชัน การสร้างประสบการณ์มากกว่าแค่การดื่ม และการใช้ข้อมูลมาวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า ขณะที่เครื่องดื่มชาแบบพร้อมดื่มยังเป็นอีกกลุ่มสำคัญที่ผู้ประกอบการใช้ต่อยอดสินค้าให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ
ตลาดชาพร้อมดื่มไทยโตต่อ สุขภาพเป็นโจทย์สำคัญ
หากย้อนดูข้อมูลตลาดชาพร้อมดื่มในไทยที่มีการรวบรวมไว้ในช่วงปี 2563-2565 ที่ผ่านมา พบว่าตลาดมีมูลค่า 11,279 ล้านบาทในปี 2563 ลดลงเหลือ 10,863 ล้านบาทในปี 2564 ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 13,229 ล้านบาทในปี 2565 หรือเติบโตประมาณ 22% ในปีดังกล่าว โดยผลิตภัณฑ์หลักยังเป็นชาทั่วไป ซึ่งมีสัดส่วน 58% ตามด้วยชาผลไม้ผสมวุ้นมะพร้าว 13% ชาสมุนไพร 9% สปาร์คกลิงที 6% ชาพรีเมียม 6% ชาหมัก 3% และผลิตภัณฑ์อื่นๆ 5%
ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ หรือ Functional Beverage ที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น ทั้งเครื่องดื่มหวานน้อยและผลิตภัณฑ์ชา-กาแฟออร์แกนิก อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้เลือกสินค้าเพียงเพราะคำว่าเพื่อสุขภาพ แต่ยังพิจารณารสชาติ ราคา ความสะดวก และความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่แบรนด์สื่อสารด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว ตลาดชาไทยกำลังแข่งขันกันมากกว่าเรื่องความหอมและความเข้มของรสชาติ เพราะโจทย์สำคัญคือการเข้าใจผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ใครพัฒนาสินค้าได้ตรงใจ สร้างความแตกต่างได้จริง และทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่น ก็มีโอกาสเปลี่ยนกระแสการดื่มชาให้กลายเป็นการเติบโตทางธุรกิจได้ในระยะยาว