
SHORT CUT
เจาะ 'ม็อบกำนันมะโน' กับคลื่นเดือดร้อนปากท้อง แม้จุดติดเป็นเชื้อไฟ แต่ไร้ไม้ขีดไฟก้านเดียวทางการเมือง จะลุกลามได้จริงหรือ
ภาพการเคลื่อนไหวของบรรดาผู้ชุมนุมระลอกใหม่เริ่มก่อตัวขึ้น โดยมีหัวขบวนสำคัญคือ 'กำนันมะโน' (กำนันมโนพร์ เครือแก้ว) แกนนำกลุ่มแนวร่วมปฏิวัติประชาชนปกป้องแผ่นดิน (นปผ.) ที่ประกาศนำคาราวานยานพาหนะกว่า 1,000 คัน เข้าปักหลักชุมนุมแบบอารยะขัดขืนหน้าทำเนียบรัฐบาล พร้อมทั้งได้แนวร่วมจากภาคใต้ เช่น กำนันซิ (สุริยะ ปาลาเร่) อดีตนายกเทศมนตรีตำบลจนะ ที่ขนมวลชนเข้าร่วมทวงถามความเป็นธรรมเรื่องคอร์รัปชันและทุนจีนสีเทา ถือเป็นม็อบที่มีฐานมาจากความเดือดร้อนของประชาชนในระดับพื้นที่โดยตรง
ความน่าสนใจของการชุมนุมรอบนี้คือการเกิดปฏิกิริยาสอดรับจากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Truck Power นำโดย ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ที่เคลื่อนขบวนบุกกระทรวงพลังงานเพื่อสะท้อนปัญหาน้ำมันแพง หรือกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดย พิชิต ชัยมงคล ที่ยื่นหนังสือคัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตชในพื้นที่ภาคอีสาน การรวมตัวกันของม็อบหลายสายในเวลาใกล้เคียงกันทำให้ปัญหากลายเป็นคลื่นความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจที่หลากประเด็น
ท่าทีของฝั่งรัฐบาลเลือกที่จะ 'ใจดีสู้เสือ' โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรียืนยันว่าไม่ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือตำรวจสกัดกั้นการเดินทางของผู้ชุมนุม แต่เน้นอำนวยความสะดวกและคุ้มครองสิทธิตามรัฐธรรมนูญ พร้อมชี้แจงว่าภาพรวมเศรษฐกิจและราคาพืชผลทางการเกษตรกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอที่มีเหตุผลเพื่อนำไปแก้ไขปัญหา แต่ก็ต้องลุ้นกันต่อว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะพอใจแค่การยื่นหนังสือหรือจะยกระดับยืดเยื้อ
กูรูด้านความมั่นคงประเมินว่า ม็อบกำนันมะโนและม็อบปากท้องในมิติความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ 'อาจจะจุดติด แต่ลุกลามยาก' ซึ่งมีปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายประการที่ทำให้ม็อบประเภทนี้ไม่สามารถขยายตัวจนถึงขั้นโค่นล้มรัฐบาลได้ง่ายๆ แม้จะมีกระแสความไม่พอใจในเรื่องค่าครองชีพหรือราคาน้ำมันแพงสะสมอยู่ก็ตาม
ปัจจัยแรกคือ กลไกอุดหนุนของภาครัฐ เช่น กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือการยอมบิดเบือนกลไกตลาดเพื่อชะลอความแรงของราคาน้ำมัน ทำให้บรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าได้ในระดับหนึ่ง ปัจจัยที่สองคือ โครงสร้างสังคมไทยที่เป็นสังคมพึ่งพาอาศัย มีเศรษฐกิจนอกระบบ ตลาดนัด และระบบครอบครัวดั้งเดิมที่เปรียบเสมือน 'ฟูกนุ่มๆ' คอยรองรับเมื่อประชาชนเจอปัญหากระทบไหล่ทางเศรษฐกิจ ต่างจากสังคมตะวันตกที่วิกฤตค่าครองชีพอาจนำไปสู่การจลาจล
อีกปัจจัยสำคัญคือ ความเข้มแข็งขององค์กรประชาชนและสายป่านการเมือง สหภาพแรงงานและกลุ่มมวลชนไทยยังขาดเอกภาพและการสนับสนุนที่ต่อเนื่อง การจัดม็อบคนจนหากไม่มีกลุ่มทุนหรือพรรคการเมืองเข้ามาหนุนหลังมักจะมีสายป่านไม่ยาวพอที่จะยืดเยื้อได้ ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากการสำรวจของ กอรมน. ภาค 4 ส่วนหน้า พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ยังมุ่งเน้นการประกอบอาชีพเลี้ยงปากท้องมากกว่าการเดินทางมาร่วมม็อบ
ความเดือดร้อนเรื่องปากท้อง ความเหลื่อมล้ำ และการคอร์รัปชัน เปรียบเสมือน 'น้ำมันร้อนในกระทะ' หรือเชื้อไฟที่ทำให้อารมณ์สังคมอุ่นขึ้น แต่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยพิสูจน์แล้วว่า การที่ม็อบจะลุกลามเป็นไฟลุกโชนได้ ต้องอาศัย 'ไม้ขีดไฟก้านเดียว' หรือจุดพลิกเกมทางอารมณ์ร่วม เช่น กรณีการขายหุ้นชินวัตรหมื่นล้านในม็อบเสื้อเหลือง , การจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารในม็อบเสื้อแดง , หรือการดันกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอยในม็อบ กปปส.
การชุมนุมของมวลชนขนาดใหญ่ แม้จุดติดได้สำเร็จ และขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ สร้างอารมณ์ร่วมได้มากมาย แต่ก็ใช่ว่าม็อบจะชนะได้ง่ายๆ
ในประเทศไทย แทบไม่มีรัฐบาลไหนยอมลาออกง่ายๆ เพราะม็อบเลย ยกเว้นรัฐบาล พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ เมื่อปลายปี 2540 หลังเจอวิกฤตต้มยำกุ้งจนอ่วม รวมไปถึงม็อบวันมหาวิปโยค 14 ตุลาฯ
บทเรียนจากอดีตชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลไทยแทบไม่เคยลาออกเพราะม็อบปากท้อง ยกเว้นวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 และการเปลี่ยนผ่านการเมืองใหญ่ๆ มักผูกติดกับ ท่าทีของกองทัพและการรัฐประหาร หากกองทัพยังยืนข้างรัฐบาล ม็อบขนาดไหนก็ล้มรัฐบาลได้ยาก ปรากฏการณ์ม็อบกำนันมะโนจึงอาจคล้ายกับ 'ม็อบเสธ.อ้าย' ในปี 2555 ที่จุดติดชั่วคราวแล้วจบลงอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ไม่ควรประมาทพลังความเดือดร้อนของประชาชน เพราะหากมีไม้ขีดไฟก้านเดียวถูกโยนลงมา สถานการณ์ก็พร้อมจะเปลี่ยนไปได้ทันที
ที่มา : Nation TV