
SHORT CUT
จากน้ำท่วมฉับพลัน แผ่นดินไหว ไฟไหม้ ไปจนถึงสงครามและระบบสาธารณูปโภคขัดข้อง เปิด 6 สถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจทำให้ต้องอพยพหรือพึ่งพาตัวเองชั่วคราว พร้อมไขข้อสงสัยว่าทำไมหลายประเทศจึงแนะนำให้ประชาชนเตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน-เสบียงสำรองอย่างน้อย 72 ชั่วโมง และวิกฤตแบบไหนควรหนีหรืออยู่บ้าน
เมื่อภัยพิบัติ สงคราม และความเสี่ยงต่อระบบสาธารณูปโภค กลายเป็นเรื่องที่รัฐบาลหลายประเทศต้องเตรียมรับมือ กระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมงจึงถูกพูดถึงมากขึ้น แต่สถานการณ์แบบไหนที่ทำให้คนธรรมดาต้องทิ้งบ้าน และเมื่อไรที่การอยู่บ้านอาจปลอดภัยกว่าการหนี?
ลองนึกภาพว่าคืนหนึ่งมีประกาศให้อพยพออกจากบ้านอย่างเร่งด่วน คุณมีเวลาเก็บของจำกัด โทรศัพท์แบตเตอรี่เหลือน้อย ถนนบางเส้นถูกปิด และยังไม่รู้ว่าจะกลับบ้านได้เมื่อไร
คุณจะหยิบอะไรติดตัวไปบ้าง?
นี่คือสถานการณ์ที่แนวคิดเรื่อง กระเป๋าฉุกเฉิน หรือ Go Bag พยายามเตรียมให้ประชาชนรับมือ ขณะที่หลายประเทศยังแนะนำให้มีเสบียงสำรองในบ้าน เผื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ไม่สามารถออกไปซื้ออาหาร เข้าถึงน้ำสะอาด หรือใช้บริการพื้นฐานได้ตามปกติ
ตัวเลข 72 ชั่วโมง หรือ 3 วัน จึงเป็นกรอบเวลาที่พบได้บ่อยในคำแนะนำด้านการเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉิน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องอพยพออกจากบ้านเป็นเวลา 3 วัน หรือทุกวิกฤตจะจบลงภายในเวลาเท่านั้น
ย้อนไปเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2025 คณะกรรมาธิการยุโรปเปิดตัวยุทธศาสตร์ EU Preparedness Union Strategy เพื่อเพิ่มความพร้อมรับมือวิกฤตของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป โดยมีข้อเสนอให้ประชาชนเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับการพึ่งพาตัวเองอย่างน้อย 72 ชั่วโมง
เหตุผลที่ยุโรปต้องยกระดับการเตรียมพร้อมครั้งนี้ครอบคลุมหลายความเสี่ยง ตั้งแต่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม ภัยคุกคามทางไซเบอร์ การแทรกแซงข้อมูลข่าวสาร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติ
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของบริการจำเป็น เช่น โรงพยาบาล ระบบขนส่ง โทรคมนาคม และการจัดหาน้ำสะอาด ซึ่งอาจได้รับผลกระทบเมื่อเกิดวิกฤตขนาดใหญ่
ความกังวลเรื่องสงครามเป็นส่วนหนึ่งของบริบทยุโรป โดยเฉพาะหลังรัสเซียรุกรานยูเครน แต่การเตรียมพร้อม 72 ชั่วโมงของสหภาพยุโรปไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อรับมือสงครามเพียงอย่างเดียว นโยบายนี้ใช้แนวทาง All-Hazards Approach หรือการเตรียมรับมือภัยคุกคามหลายประเภทในระบบเดียวกัน
72 ชั่วโมง หรือ 3 วัน กลายเป็นตัวเลขที่หลายประเทศใช้แนะนำให้ประชาชนเตรียมเสบียงฉุกเฉิน เพราะเมื่อเกิดภัยพิบัติหรือวิกฤตขนาดใหญ่ ความช่วยเหลืออาจไม่สามารถเข้าถึงทุกพื้นที่ได้ทันที ขณะที่ระบบไฟฟ้า น้ำประปา การสื่อสาร การขนส่ง และร้านค้าอาจหยุดชะงัก
หลายประเทศจึงแนะนำให้ประชาชนเตรียมน้ำ อาหาร ยา และสิ่งของจำเป็น เพื่อให้พึ่งพาตัวเองได้อย่างน้อย 3 วันแรกของวิกฤต ระหว่างรอความช่วยเหลือ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง
อย่างไรก็ตาม 72 ชั่วโมงเป็นเพียงเกณฑ์เริ่มต้นในการเตรียมพร้อม เพราะภัยพิบัติบางประเภทอาจทำให้ระบบสาธารณูปโภคขัดข้องนานกว่านั้น และไม่ได้มีหลักประกันว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าถึงทุกพื้นที่ภายในสามวัน
ความขัดแย้งทางทหารและสงคราม เป็นสถานการณ์ที่ทำให้ประชาชนต้องอพยพจากบ้านเรือน โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้แนวปะทะหรือพื้นที่ที่ได้รับคำเตือนเรื่องความปลอดภัย การเปิดตัวยุทธศาสตร์เตรียมพร้อมของสหภาพยุโรปเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลด้านความมั่นคงของภูมิภาค รวมถึงสงครามรัสเซีย–ยูเครน โดยสำนักข่าว AP รายงานว่ามาตรการดังกล่าวครอบคลุมความเสี่ยงจากสงคราม การโจมตีทางไซเบอร์ ภัยพิบัติด้านสภาพภูมิอากาศ และโรคระบาด
สำหรับประชาชนที่ต้องอพยพจากพื้นที่ขัดแย้ง สิ่งของจำเป็นอย่างเอกสารประจำตัว ยา อาหาร น้ำ และอุปกรณ์สื่อสาร อาจมีความสำคัญต่อการเดินทางและการใช้ชีวิตระหว่างรอความช่วยเหลือ
ไฟฟ้าดับเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อชีวิตประจำวันมากกว่าการไม่มีแสงสว่าง เพราะระบบสื่อสาร การเข้าถึงข้อมูล การจ่ายเงิน และบริการพื้นฐานบางประเภทต่างพึ่งพาไฟฟ้า สภากาชาดอังกฤษ แนะนำให้เตรียมไฟฉาย ถ่านสำรอง วิทยุที่ใช้ถ่านหรือหมุนมือ Power Bank และเงินสดไว้ใช้ในช่วงที่ระบบปกติขัดข้อง
ดังนั้นนอกจากกระเป๋าฉุกเฉินแล้ว ประชาชนควรเตรียมเสบียงสำรองเพื่อพักอาศัยภายในบ้านเอาไว้อีกชุดหนึ่ง ทั้งน้ำ อาหาร และอุปกรณ์สุขอนามัย เพียงพอสำหรับคนที่พักอาศัย โดยไม่จำเป็นต้องอพยพออกไปข้างนอก
น้ำท่วมเป็นหนึ่งในภัยพิบัติที่อาจทำให้ประชาชนต้องอพยพออกจากบ้าน โดยเฉพาะเมื่อระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหรือเส้นทางสัญจรถูกตัดขาด
สภากาชาดอังกฤษ (British Red Cross) รวมถึงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือปภ.แนะนำว่าครัวเรือนในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมควรจัดเก็บเอกสารสำคัญไว้ในถุงกันน้ำ เตรียมยาประจำตัวและข้อมูลติดต่อฉุกเฉิน รวมถึงรวมสิ่งของจำเป็นไว้ในจุดที่หยิบได้ทันที หากจำเป็นต้องออกจากบ้านอย่างเร่งด่วน
สำหรับคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก การเตรียมกระเป๋าฉุกเฉินจึงมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันโดยตรง
แผ่นดินไหวรุนแรงอาจทำให้อาคารเสียหาย ระบบไฟฟ้าหรือประปาขัดข้อง และเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมา ผู้ที่อาศัยอยู่ในอาคารที่ได้รับความเสียหายอาจเกิดอันตราย ต้องย้ายไปพักในพื้นที่ปลอดภัยหรือศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยไม่สามารถกลับเข้าไปเก็บของส่วนตัวได้ทันที
อย่างไรก็ตาม ระหว่างเกิดแผ่นดินไหว การวิ่งออกจากอาคารโดยไม่ประเมินสถานการณ์อาจเพิ่มความเสี่ยง การเตรียมกระเป๋าไว้ล่วงหน้าจึงมีประโยชน์ในช่วงที่ต้องอพยพอย่างปลอดภัยหลังแรงสั่นสะเทือน
อุบัติเหตุจากโรงงานอุตสาหกรรม การขนส่งสารเคมี หรือเหตุเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ อาจทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้พื้นที่เกิดเหตุต้องอพยพชั่วคราว ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า เหตุฉุกเฉินจากสารเคมีบางประเภทอาจทำให้พื้นที่อยู่อาศัยไม่ปลอดภัย และประชาชนจำเป็นต้องอพยพไปยังพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่กำหนด ระยะเวลาอพยพอาจกินเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลายวัน หรือยาวนานกว่านั้น
กรณีสารเคมีรั่วไหลไม่ได้หมายความว่าต้องอพยพทุกกรณี เพราะบางสถานการณ์การอยู่ภายในอาคาร ปิดประตูหน้าต่าง และป้องกันอากาศภายนอกเข้าสู่พื้นที่พักอาศัย อาจปลอดภัยกว่า CDC จึงแนะนำให้ประชาชนติดตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เป็นหลัก
ภัยพิบัติจากสภาพอากาศรุนแรงอาจทำให้พื้นที่พักอาศัยไม่ปลอดภัยหรือไม่สามารถเดินทางเข้าออกได้ตามปกติ ในยุทธศาสตร์เตรียมพร้อมรับวิกฤตของสหภาพยุโรป คณะกรรมาธิการยุโรปยกตัวอย่างความจำเป็นที่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมต้องรู้วิธีปฏิบัติเมื่อระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น และพื้นที่เสี่ยงไฟป่าต้องมีระบบเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เสียเวลาอันมีค่าในการรับมือ
สำหรับผู้ประสบภัยจำเป็นต้องรู้ 'แผนอพยพ' เส้นทางหนีภัย จุดพักพิง และช่องทางรับข่าวสารที่เชื่อถือได้
อย่างไรก็ดี กระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมงเป็นเพียงการเตรียมพร้อมขั้นพื้นฐาน ไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยหรือรองรับการพลัดถิ่นระยะยาวจากเหตุการณ์ต่างๆได้
จริงๆแล้วกระเป๋าฉุกเฉินกับเสบียงสำรอง มีความแตกต่างกับเล็กน้อย เพราะคำแนะนำให้เตรียมพร้อม 72 ชั่วโมงไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องแบกน้ำและอาหารสำหรับ 3 วันออกจากบ้านในทุกสถานการณ์
รัฐบาลแคนาดาแนะนำให้จัดชุดอุปกรณ์ตามความจำเป็นของแต่ละครัวเรือน และหากมีความเสี่ยงต้องอพยพ ควรมีกระเป๋าที่สามารถหยิบติดตัวออกไปได้สะดวก
สภากาชาดอังกฤษแนะนำให้ครัวเรือนเตรียมน้ำดื่มประมาณ 2.5–3 ลิตรต่อคนต่อวันสำหรับการสำรองในบ้าน พร้อมอาหารที่เก็บได้นาน ยาประจำตัว และอุปกรณ์ที่ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้แม้ไฟฟ้าดับ เช่น อุปกรณ์ที่ใส่ถ่าน
สำหรับคนเมืองที่คุ้นเคยกับการสั่งอาหารผ่านแอปฯ จ่ายเงินผ่านมือถือ และค้นหาทุกอย่างจากอินเทอร์เน็ต การเตรียมเสบียงฉุกเฉินอาจดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่เมื่อบริการเหล่านี้ใช้ไม่ได้พร้อมกัน แม้เพียงช่วงสั้น ๆ การมีน้ำ อาหาร ยา เงินสด และช่องทางรับข่าวสารสำรองก็อาจช่วยลดความลำบากได้มาก
คำตอบคือ ไม่เสมอไป
วิธีเอาตัวรอดขึ้นอยู่กับประเภทของภัย ตำแหน่งที่เกิดเหตุ และคำแนะนำจากหน่วยงานรับผิดชอบ ตัวอย่างเช่น
การเตรียมพร้อมจึงควรเริ่มจากการประเมินว่า บ้านของเราเสี่ยงภัยอะไรบ้าง ต้องไปที่ไหนหากจำเป็นต้องอพยพ และจะติดต่อสมาชิกในครอบครัวอย่างไรหากระบบสื่อสารขัดข้อง
เราไม่รู้ว่าเหตุฉุกเฉินครั้งต่อไปจะเกิดเมื่อไร หรือจะมาในรูปแบบไหน สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือเตรียมของที่จำเป็น รู้วิธีรับมือ และรู้ว่าเมื่อไรควรออกจากบ้าน เพราะในบางสถานการณ์ สิ่งที่อันตรายกว่าการไม่มีของติดตัว คือการตัดสินใจผิดว่าจะหนีหรืออยู่ต่อ
หน่วยงานอย่าง FEMA และรัฐบาลแคนาดาแนะนำให้ครัวเรือนมีชุดอุปกรณ์ฉุกเฉิน โดยปรับให้เหมาะกับความเสี่ยงในพื้นที่ สมาชิกครอบครัว และสัตว์เลี้ยง แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกบ้านต้องซื้อกระเป๋าหรืออุปกรณ์เหมือนกันทั้งหมด
72 ชั่วโมงเป็นระยะเวลาขั้นต่ำที่หลายหน่วยงานใช้แนะนำสำหรับการพึ่งพาตัวเองระหว่างเกิดเหตุฉุกเฉิน ส่วนความจำเป็นจริงอาจสั้นหรือยาวกว่านั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะและความรุนแรงของเหตุการณ์
ไม่จำเป็นเสมอไป หากบ้านยังปลอดภัย การอยู่บ้านพร้อมเสบียงสำรองอาจเหมาะสมกว่า แต่หากเหตุการณ์ทำให้พื้นที่พักอาศัยไม่ปลอดภัย ควรปฏิบัติตามคำสั่งและคำเตือนของเจ้าหน้าที่
ข้อมูลอ้างอิง