
SHORT CUT
รัฐบาลเตือนรับบริจาคผิดวิธี-นำเงินไปใช้ผิด เสี่ยงฉ้อโกงประชาชนและฟอกเงิน พร้อมแจงข่าวติดคุก 9 ล้านปีเป็นเรื่องบิดเบือน ชี้ตามกฎหมายจำคุกรวมสูงสุดไม่เกิน 20 ปี
ในโลกออนไลน์มีการแชร์ข้อมูลอย่างแพร่หลายว่า กรณีการเปิดรับบริจาคเข้าบัญชีส่วนตัวหรือมูลนิธิ หากมีผู้โอนเงินบริจาค 1.8 ล้านครั้ง จะถูกคิดเป็น 1.8 ล้านกระทงความผิดในคดีฉ้อโกงประชาชน และอาจต้องรับโทษจำคุกรวมกันสูงถึง 9 ล้านปี จนสร้างความตกใจและสับสนให้กับประชาชนในสังคม
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาสยบข่าวลือดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยยืนยันว่าข้อมูลเรื่องการลงโทษจำคุก 9 ล้านปีเป็น "ข่าวบิดเบือน" การพิจารณาโทษตามกฎหมายไม่ได้คำนวณจากจำนวนครั้งของธุรกรรมการโอนเงินเพียงอย่างเดียว แต่ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์ เจตนา วัน และเวลาของการกระทำความผิดประกอบกัน
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(2) กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า แม้จำเลยจะกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน และศาลต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดก็ตาม แต่เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้ว 'โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกิน 20 ปี' (สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี) ดังนั้น โทษจำคุก 9 ล้านปีจึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามกฎหมายไทย
สำหรับผู้ที่คิดจะตั้งรับบริจาค ไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วไปหรือมูลนิธิ หากทำการเรี่ยไรโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 (มาตรา 6 และมาตรา 17) ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
หากมีการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ปกปิดข้อเท็จจริง หรือนำเงินบริจาคที่ได้ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์จากที่แจ้งไว้ ถือเป็นความผิดร้ายแรงในข้อหา "ฉ้อโกงประชาชน" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และมาตรา 343 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
รัฐบาลยังได้เตือนเพิ่มเติมว่า หากผู้รับบริจาคมีพฤติการณ์แอบอ้าง หรือนำเงินบริจาคไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว เข้าข่ายการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินอันได้มาจากการกระทำความผิด จะถูกดำเนินคดีในข้อหา "การฟอกเงิน" ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพิ่มเติมด้วย
จากปัญหาเงินบริจาค นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้บูรณาการร่วมกันเพื่อจัดระเบียบมูลนิธิทั่วประเทศ สแกนทั้งการจดทะเบียนและการใช้จ่ายเงินบริจาค เพื่อป้องกันไม่ให้มีการจัดตั้งมูลนิธิบังหน้า หรือแอบอ้างนำเงินบริจาคไปใช้ส่วนตัว โดยเน้นย้ำให้ทุกมูลนิธิยึดหลักความโปร่งใสและตรวจสอบได้
การทำบุญเป็นสิ่งดี แต่การรับบริจาคต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องตามกฎหมาย โปร่งใส และตรวจสอบได้ทุกบาททุกสตางค์ ประชาชนผู้บริจาคควรรู้เท่าทันและตรวจสอบข้อมูลก่อนโอน ส่วนผู้เปิดรับบริจาคต้องทำให้ถูกต้องเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและรักษาความเชื่อมั่นในสังคม