SHORT CUT
ถอดรหัสความสำเร็จ "ยาดมไทย" จากยาสามัญประจำบ้านสู่ตลาด 4,500 ล้านบาท ขับเคลื่อนด้วยพลังไอดอลระดับโลกและปรากฏการณ์ "ยาดมหาย" จนกลายเป็นของฝากที่ทั่วโลกต้องมี
จากของใช้ที่เห็นได้ในทุกบ้าน สู่ไอเทมที่ปรากฏในมือศิลปินระดับโลก "ยาดมไทย" ได้เดินทางผ่านกาลเวลา พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นมากกว่าแค่ 'ยาสามัญประจำบ้าน'
"ยาดมไทย" คือ จักรวาลแห่งความสดชื่น ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล และปัจจุบัน "ยาดม" ได้กลายเป็นหนึ่งใน Soft Power ที่ทรงพลังที่สุดของประเทศไทยในเวทีโลก
รากฐานของยาดมไทยนั้นลึกซึ้งกว่าที่คิด โดยมีหลักฐานการใช้เครื่องหอมเพื่อความสดชื่นย้อนไปได้ถึงสมัยรัชกาลที่ 2 ภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมานับศตวรรษนี้ ได้ถูกพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าตลาดรวมสูงถึง 4,500 ล้านบาท ในปัจจุบัน
ความสำเร็จนี้สะท้อนผ่านผลประกอบการล่าสุดปี 2567 ของ 4 ผู้เล่นหลักในตลาด ที่ต่างสร้างรายได้ระดับพันล้านบาท ไม่ว่าจะเป็น
อะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จ คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ในพฤติกรรมคุ้นเคยของผู้บริโภคชาวไทย จากการสำรวจประชากร 70 ล้านคน พบว่า 10% (7 ล้านคน) ใช้ยาดมอย่างน้อยเดือนละ "2 หลอด"
จึงประมาณการณ์ได้ว่า คนไทยใช้ยาดมรวมกันอย่างน้อย "14 ล้านหลอด/เดือน"
ปรากฏการณ์ "ยาดมหาย" สร้างการซื้อซ้ำ และได้กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สร้างรายได้หลักพันล้านบาท
อีกหนึ่งตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญคือพลังของไอดอลระดับโลก เพียงภาพเดียวของ "ลิซ่า BLACKPINK" หรือการหยิบใช้ของ "แจ็คสัน หวัง" ก็สามารถทำให้ยาดมไทยกลายเป็น "แรร์ไอเทม" ที่แฟนคลับทั่วโลกต้องตามหาจนสินค้าขาดตลาด
สิ่งนี้ตอกย้ำสถานะของ "ยาดมไทย" ในฐานะ Soft Power ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและทรงพลัง โดยไม่ต้องพึ่งพางบการตลาดใดๆ
ปัจจุบัน "ยาดม" ได้กลายเป็นหนึ่งในของฝาก Top 10 ที่นักท่องเที่ยวต้องซื้อติดมือกลับไป โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน, เวียดนาม และญี่ปุ่น ที่หลงรักในกลิ่นอายความสดชื่นแบบไทยๆ จนทำให้ยอดขายเติบโตขึ้น 10-20% อย่างต่อเนื่อง
ศักยภาพในการส่งออกยังคงแข็งแกร่ง โดยในปี 2566 ไทยส่งออกยาดมไปแล้วกว่า 47 ประเทศทั่วโลก สร้างมูลค่ากว่า 76 ล้านบาท โดยมี สปป.ลาว เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่ง ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าความสดชื่นแบบไทยๆ นั้นเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
"ยาดม" มีความผูกพันกับวิถีชีวิตประจำวันของคนไทย จากผลสำรวจพบว่ากว่า 48% ของผู้ใช้ยอมรับว่า "ขาดไม่ได้" และมักจะวางไว้ในทุกที่
ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะทำงาน, ห้องนั่งเล่น, หัวเตียง หรือในรถยนต์ เพราะเหตุผลง่ายๆ แต่สำคัญที่สุดคือ "ความสดชื่น" ที่ใครๆก็ติดใจจนต้องซื้อซ้ำ แม้ยาดมจะ "หาย" บ่อยแค่ไหนก็ตาม
ที่มา : DBD, poysian1936, bertram1958, pastelcreative-x8, hongthaipanich, K SME, AC Nielsen, Bangkokbiznews