
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบางในช่วงปี 2568 พรรคภูมิใจไทย ในจังหวะที่ได้ขึ้นเป็นรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ หยิบยกนโยบายเรือธงอย่าง "คนละครึ่ง" ขึ้นมาปัดฝุ่นและยกระดับใหม่ ในชื่อ "คนละครึ่งพลัส" ถือเป็นหนึ่งในการวางเดิมพันให้เป็นมาตรการแบบ "Quick Big Win" ที่หวังผลลัพธ์รวดเร็วในการกระตุกชีพจรเศรษฐกิจฐานราก
แต่อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่นักเศรษฐศาสตร์และประชาชนต่างจับตามอง คือ การเติมคำว่า "พลัส" เข้าไปในนโยบายประชานิยมยอดฮิตนี้ จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงเหล้าเก่าในขวดใหม่ที่ช่วยพยุงอาการไข้ทางเศรษฐกิจได้เพียงชั่วคราว ?
จุดที่น่าสนใจของ "คนละครึ่ง พลัส" ไม่ใช่เพียงการที่รัฐช่วยจ่าย 50% เหมือนในอดีต แต่คือกลยุทธ์ "5 Pluses" ที่ถูกออกแบบมาเพื่ออุดช่องโหว่เดิม รวมถึงเป็นการขยายฐานคะแนนนิยมไปพร้อมกัน
• ขยายฐานสู่ Gen Z:
การลดเกณฑ์อายุเหลือ 16 ปี ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่คือนัยยะทางการเมืองที่ต้องการดึงกลุ่ม "New Voter" เข้ามามีส่วนร่วม
• เพิ่มวงเงินสู้เงินเฟ้อ
การขยับเพดานช่วยจ่ายเป็น 200 บาท/วัน สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลยอมรับกลายๆ ว่าค่าครองชีพในปัจจุบันสูงขึ้นจนเพดานเดิม 150 บาท 'เอาไม่อยู่'
• จิตวิทยาภาษี
นี่คือ "พลัส" ที่สำคัญที่สุด การให้วงเงินพิเศษ 2,400 บาท แก่ผู้เสียภาษี เป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับชนชั้นกลางที่เป็น "เดอะแบก" ของประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มักถูกละเลยในนโยบายประชานิยมแบบดั้งเดิม
• ดัน Micro-SME
การกีดกัน "แฟรนไชส์เจ้าสัว" ออกจากระบบ แล้วเน้นร้านค้ารายย่อย เป็นความพยายามที่จะกระจายเม็ดเงินสู่ชุมชนอย่างแท้จริง
• ทักษะดิจิทัล
นับเป็นการบังคับกลายๆ ให้ร้านค้าต้อง Upskill ด้านดิจิทัล เป็นความพยายามที่จะสร้างความยั่งยืนหลังจบโครงการ
หากรัฐบาลชุดใหม่ ที่จะเกิดมาหลัง 8 กุมภาพันธ์ เลือกตั้ง 2569 ตัดสินใจกดปุ่มคิกออฟ เดินหน้าโครงการต่อเนื่องในเฟส 2 การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจสามารถมองได้ 2 มิติที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง:
ในระยะสั้น เฟส 2 จะทำหน้าที่เป็น "เครื่องปั๊มหัวใจ" ให้กับร้านค้ารายย่อยและหาบเร่แผงลอยได้อีกครั้ง
สภาพคล่องทันที : เม็ดเงินจะหมุนเวียนในตลาดสดและร้านโชห่วยอย่างรวดเร็ว ช่วยให้ผู้ประกอบการตัวเล็กๆ ลืมตาอ้าปากได้
ลดภาระครัวเรือน: สำหรับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y และวัยทำงาน การลดค่าใช้จ่ายรายวันลงครึ่งหนึ่งคือความช่วยเหลือที่ "จับต้องได้" ที่สุดในยามนี้ และนี่อาจจะเป็นเรื่องที่ใครหลายคนรอคอยอยู่
ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์และข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย เฟส 2 อาจจะไม่ใช่ยาวิเศษที่จะเสกให้ GDP โตแบบก้าวกระโดด แต่ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆอยู่แล้ว
ขณะที่ ในมุมของ GDP อาจจะมีขยับ: โดยคาดการณ์ว่าจะกระตุ้น GDP ได้ไม่ 0.4% เนื่องจากปัญหากับดัก "Substitution Effect" หรือการที่ประชาชนนำเงินรัฐมาซื้อของจำเป็นที่ต้องซื้ออยู่แล้ว ไม่ได้ก่อให้เกิดการลงทุนใหม่ หรือการผลิตสินค้ามูลค่าสูง
วินัยการคลัง: การใช้งบประมาณระดับ 6 หมื่นล้านบาท แลกกับการเติบโตเพียงเล็กน้อย อาจถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่า และภาระหนี้สาธารณะในระยะยาว
"คนละครึ่ง พลัส" คือนโยบายที่ออกแบบมาเพื่อ "ประคองสถานการณ์" ให้เศรษฐกิจฐานรากไม่ทรุดตัวลงไปมากกว่านี้ เป็นมาตรการบรรเทาปวดที่มีประสิทธิภาพสูง รวดเร็ว และถูกใจมหาชน แต่หากหวังผลในการรักษาโรคเรื้อรังทางเศรษฐกิจไทย รัฐบาลจำเป็นต้องมีนโยบายปรับโครงสร้างระยะยาวควบคู่ไปด้วย ไม่เช่นนั้น เมื่อเงินหมดกระเป๋า "เป๋าตัง" เศรษฐกิจไทยอาจกลับมาซึมเซาดังเดิม