
SHORT CUT
พามาเปิดเปิดบทวิจัยเทียบ ‘กฎหมายสถานบันเทิง’ ไทย-สหรัฐฯ งานวิจัยชี้ไทยยังยึด ‘ศีลธรรม’ มากกว่า ‘ความปลอดภัย’
เมื่อประเทศไทยกำลังเดินหน้าผลักดัน ‘เศรษฐกิจกลางคืน (Night Economy)’ คำถามสำคัญคือ ‘กฎหมายสถานบันเทิง’ ของไทยพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงแล้วหรือยัง?
งานวิจัยของ ‘กริณา คชฤทธิ์’ ซึ่งเรียบเรียงจากการค้นคว้าอิสระในหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เผยแพร่เมื่อปี 2567 เปรียบเทียบกฎหมายควบคุมสถานบันเทิงของไทยกับสหรัฐอเมริกา พบว่า ไทยยังให้ความสำคัญกับการรักษาความสงบเรียบร้อยและ ‘ศีลธรรมอันดี’ ตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 เป็นหลัก ขณะที่สหรัฐอเมริกามุ่งเน้นการยกระดับ ‘ความปลอดภัย’ ของผู้ใช้บริการ ผ่านมาตรฐานอาคาร ระบบป้องกันอัคคีภัย และการตรวจสอบสถานที่อย่างเข้มงวดก่อนเปิดให้บริการ
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ หลายมลรัฐของสหรัฐอเมริกาใช้กฎหมาย ‘Dram Shop Acts’ ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจต้องร่วมรับผิดทางแพ่ง หากจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ผู้ที่อยู่ในภาวะมึนเมาจนไปก่ออุบัติเหตุหรือสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น แตกต่างจากประเทศไทยที่ยังเน้นบทลงโทษทางอาญาเป็นหลัก และยังไม่มีหลักเกณฑ์ให้ผู้ขายร่วมรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น
งานวิจัยยังชี้ว่า ไทยยังมีข้อจำกัดในการจัดการปัญหามลพิษทางเสียง ขณะที่สหรัฐอเมริกาใช้ระบบ ‘Zoning’ เพื่อกำหนดพื้นที่และเงื่อนไขการประกอบกิจการให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ รวมถึงกำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังตั้งข้อสังเกตถึงช่องโหว่ของกฎหมายไทย ทั้งการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ที่อาจนำไปสู่ปัญหาการทุจริต และความไม่สอดคล้องของกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ใช้บริการต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้มีอายุ 18 ปีทำงานในสถานบริการได้ พร้อมเสนอให้ปรับปรุงพระราชบัญญัติสถานบริการ กำหนดอายุขั้นต่ำของพนักงานให้สอดคล้องกับอายุของผู้ใช้บริการ ศึกษาการนำหลักความรับผิดทางแพ่งของผู้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาประยุกต์ใช้ และกำหนดพื้นที่ประกอบกิจการผ่านระบบโซนนิ่งที่ชัดเจน เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และรองรับการพัฒนา ‘เศรษฐกิจกลางคืน’ ของไทยในอนาคต