
SHORT CUT
เหตุสะเทือนขวัญปลุกคำถามเรื่องปืน เปิดกฎหมายไทย–สหรัฐฯ–ญี่ปุ่น–จีน ใครคุมเข้มแค่ไหน ประชาชนซื้อ พก ครอบครองได้เพียงใด และโทษแค่ไหน
เหตุสะเทือนขวัญจากอาวุธปืนที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ทำให้คำถามเรื่อง 'กฎหมายควบคุมปืน' กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้ง โดยเฉพาะเหตุยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ซึ่งผู้ก่อเหตุเป็นเด็กชายวัย 14 ปี และมีผู้เสียชีวิตรวม 8 คน เมื่อนับรวมเหตุที่บ้านพัก ผู้เสียชีวิตในโรงเรียน และตัวผู้ก่อเหตุ ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ที่สำคัญ ตำรวจระบุว่าอาวุธที่ใช้ก่อเหตุเป็นปืนของปู่ผู้ก่อเหตุและเป็นปืนที่มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย
เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงนำไปสู่คำถามเรื่องความปลอดภัยในโรงเรียน แต่ยังดึงประเด็นที่ใหญ่กว่านั้นกลับมาอีกครั้งว่า ไทยควบคุมการซื้อ การครอบครอง การเก็บรักษา และการเข้าถึงอาวุธปืนได้รัดกุมเพียงใด
หากมองออกไปนอกประเทศ จะพบว่าแต่ละรัฐเลือกจัดการกับอาวุธปืนแตกต่างกันอย่างมาก ตั้งแต่สหรัฐอเมริกาที่รัฐธรรมนูญรับรองสิทธิในการมีและพกอาวุธ ไปจนถึงญี่ปุ่นและจีนที่ใช้หลักห้ามประชาชนครอบครองปืนเป็นพื้นฐาน แล้วเปิดข้อยกเว้นเพียงบางกรณี
แล้วกฎหมายของ ไทย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และจีน แตกต่างกันแค่ไหน ประเทศใดเข้มงวดกว่า และคำว่า 'ควบคุมปืน' ในแต่ละประเทศหมายถึงอะไร?
กฎหมายหลักที่ใช้ควบคุมอาวุธปืนของไทยยังคงเป็น พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ซึ่งวางหลักให้ประชาชนสามารถมีและใช้อาวุธปืนได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐก่อน
ผู้ที่ต้องการซื้อปืนโดยทั่วไปต้องยื่นขอ ใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน หรือ ป.3 เมื่อได้รับอนุญาตจึงนำไปซื้อปืนจากแหล่งที่ระบุไว้ และหลังจากซื้อแล้วต้องนำอาวุธปืนไปดำเนินการเพื่อออก ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน หรือ ป.4 โดยนายทะเบียนจะพิจารณาคุณสมบัติ ความประพฤติ อาชีพ ที่อยู่อาศัย รวมถึงเหตุผลและความจำเป็นของผู้ขอเป็นรายกรณี
อย่างไรก็ตาม การมีใบ ป.4 ไม่ได้หมายความว่าเจ้าของปืนสามารถนำอาวุธติดตัวออกไปในพื้นที่สาธารณะได้ตามต้องการ เพราะกฎหมายแยกเรื่อง 'มีและใช้' ออกจากเรื่อง 'พกพา' ผู้ที่จะพกอาวุธปืนติดตัวต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์อีกชุดหนึ่ง และมาตรา 8 ทวิ กำหนดข้อจำกัดต่อการนำปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ
กฎหมายมีข้อยกเว้นกรณีที่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ดังนั้น การระบุว่าไทย 'ห้ามนำปืนออกนอกบ้านโดยไม่มีข้อยกเว้น' จึงไม่ตรงกับตัวบททั้งหมด ขณะเดียวกัน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีคำสั่งห้ามออกใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว หรือ ป.12 เป็นการชั่วคราว และหลังเหตุยิงในโรงเรียนเดือนสิงหาคม รัฐบาลยังเพิ่มมาตรการควบคุมอีกหลายด้าน
บทลงโทษก็แตกต่างตามฐานความผิด เช่น การมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 7 มีโทษตามมาตรา 72 โดยหลักคือ จำคุกตั้งแต่ 1–10 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000–20,000 บาท ส่วนการพกปืนโดยฝ่าฝืนมาตรา 8 ทวิ มีฐานโทษอีกลักษณะหนึ่ง จึงไม่ควรนำโทษของความผิดฐานพกปืนไปใช้แทนความผิดเกี่ยวกับปืนทุกประเภท
สหรัฐอเมริกาก็เป็นอีกขั้วหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะ Second Amendment หรือบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 2 รับรองสิทธิของประชาชนในการมีและพกอาวุธ
ในคำวินิจฉัยสำคัญของศาลสูงสหรัฐฯ หลักดังกล่าวได้รับการตีความว่าเป็น สิทธิของบุคคลในการครอบครองอาวุธเพื่อวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงการป้องกันตนเอง และคำวินิจฉัยในเวลาต่อมายังรับรองว่าสิทธิในการพกอาวุธเพื่อการป้องกันตนเองสามารถเกี่ยวข้องกับพื้นที่สาธารณะด้วย
ในทางปฏิบัติ ไม่ได้หมายความว่าใครก็ซื้อปืนได้โดยไม่ผ่านกฎเกณฑ์ ผู้ซื้อจากผู้ค้าอาวุธปืนที่มีใบอนุญาตของรัฐบาลกลาง หรือ Federal Firearms Licensee โดยทั่วไปต้องผ่านการตรวจสอบประวัติในระบบ National Instant Criminal Background Check System หรือ NICS เพื่อตรวจว่าบุคคลดังกล่าวมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่
แคลิฟอร์เนีย เป็นตัวอย่างรัฐที่มีกฎหมายปืนค่อนข้างเข้มงวด การซื้อและโอนปืนส่วนใหญ่ต้องผ่านผู้ค้าอาวุธปืนที่ได้รับอนุญาต มีการตรวจสอบประวัติ และโดยทั่วไปมีระยะเวลารอ 10 วันก่อนรับปืน นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับอาวุธและแม็กกาซีนบางประเภท ทำให้การซื้อ ครอบครอง และพกปืนมีขั้นตอนมากกว่าหลายรัฐ
ในทางตรงกันข้าม เท็กซัสเป็นตัวอย่างรัฐที่มีกฎหมายผ่อนคลายกว่า โดยผู้ที่มีสิทธิครอบครองปืนตามกฎหมายสามารถพกปืนพกในสถานที่สาธารณะหลายแห่งได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาตพก อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดเรื่องบุคคลต้องห้ามและสถานที่ที่ห้ามนำปืนเข้า
ญี่ปุ่นเดินไปในทิศทางตรงข้ามกับสหรัฐฯ อย่างชัดเจน โดยมีกฎหมายหลักคือ Act for Controlling the Possession of Firearms or Swords and Other Such Weapons หรือกฎหมายควบคุมการครอบครองอาวุธปืนและดาบ ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 1958
โครงสร้างของกฎหมายญี่ปุ่นใช้หลัก 'ห้ามครอบครอง' ปืนทุกชนิด ยกเว้นสำหรับอาวุธและวัตถุประสงค์บางประเภท เช่น ปืนปืนสำหรับการล่าสัตว์ ปืนสำหรับกีฬา หรือปืนลมบางชนิด โดยผู้ขอต้องผ่านระบบอนุญาตจากคณะกรรมการความปลอดภัยสาธารณะในท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม ในบางปีญี่ปุ่นมีคดีเกียวกับการใช้ปืนดัดแปลงยิงกระสุนจริงได้ ญี่ปุ่นจึงต้องเดินหน้าแก้กฎหมายให้ครอบคลุมภัยรูปแบบใหม่มากขึ้น การแก้กฎหมายในปี 2024 เพิ่มความผิดเกี่ยวกับการยุยงหรือชักชวนให้มีหรือผลิตอาวุธปืนผิดกฎหมาย และเพิ่มการควบคุม ปืนแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ Coilgun ซึ่งบางชนิดสามารถยิงวัตถุด้วยกำลังที่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้
จีนเป็นอีกประเทศที่วางระบบควบคุมปืนอย่างเข้มงวด โดย Law of the People's Republic of China on Control of Guns กำหนดหลักว่ารัฐควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มงวด และห้ามหน่วยงานหรือบุคคลครอบครอง ผลิต ดัดแปลง ซื้อขาย ขนส่ง ให้เช่า หรือให้ยืมปืนโดยฝ่าฝืนกฎหมาย
นั่นหมายความว่า ประชาชนจีนทั่วไปไม่ได้มีช่องทางซื้อปืนเหมือประเทศอื่น แต่กฎหมายมีข้อยกเว้นในวงจำกัด เช่น อาวุธสำหรับหน่วยกีฬายิงปืน สนามล่าสัตว์ หรือผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการล่าสัตว์ในเขตที่รัฐกำหน
อย่างไรก็ตาม แม้จีนจะมีข้อจำกัดสูง ปัญหาปืนนอกระบบก็ไม่ได้หายไปทั้งหมด ศาลจีนยังมีคดีเกี่ยวกับการผลิต การซื้อขาย การขนส่ง และการครอบครองอาวุธผิดกฎหมาย รวมถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับปืนลมและอาวุธที่สามารถดัดแปลงได้ แสดงให้เห็นว่ากฎหมายเข้มงวดสามารถลดช่องทางการเข้าถึงอย่างถูกกฎหมายได้มาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปิดตลาดผิดกฎหมายได้ทั้งหมด