4 เมืองใหญ่รับมือน้ำท่วมอย่างไร? ใช้ตั้งแต่อุโมงค์ยักษ์-กำแพง

4 เมืองใหญ่รับมือน้ำท่วมอย่างไร? ใช้ตั้งแต่อุโมงค์ยักษ์-กำแพง

องวิธีรับมือน้ำท่วม 4 เมืองใหญ่ โตเกียว–รอตเตอร์ดัม–จาการ์ตา–กรุงเทพฯ จากอุโมงค์ยักษ์ พื้นที่พักน้ำ ถึงกำแพงทะเล บทเรียนที่ไทยนำมาปรับใช้ได้

SHORT CUT

  • แต่ละเมืองแก้น้ำท่วมต่างกันตามปัญหา  โตเกียวใช้อุโมงค์ยักษ์ใต้ดิน รอตเตอร์ดัมใช้พื้นที่สาธารณะเป็นที่พักน้ำ จาการ์ตาเน้นกำแพงทะเล ส่วนกรุงเทพฯ ใช้อุโมงค์ร่วมกับคลองและสถานีสูบน้ำ
  • โครงการใหญ่ไม่ใช่คำตอบเดียว ตั้งแต่โครงการหลักร้อยล้านบาทไปจนถึงหลักล้านล้านบาท ทุกระบบมีข้อจำกัด และต้องทำงานร่วมกับมาตรการอื่นจึงจะรับมือน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • บทเรียนสำคัญคือ “บริหารน้ำทั้งระบบ”  เมืองต้องรู้ว่าน้ำมาจากไหน จะเก็บไว้ที่ใด และระบายออกทางไหน พร้อมดูแลท่อ คลอง พื้นที่หน่วงน้ำ และโครงสร้างป้องกันให้ทำงานเชื่อมโยงกัน

องวิธีรับมือน้ำท่วม 4 เมืองใหญ่ โตเกียว–รอตเตอร์ดัม–จาการ์ตา–กรุงเทพฯ จากอุโมงค์ยักษ์ พื้นที่พักน้ำ ถึงกำแพงทะเล บทเรียนที่ไทยนำมาปรับใช้ได้

น้ำท่วมไม่ใช่ปัญหาไกลตัวของเมืองใหญ่อีกต่อไป เมื่อหลายเมืองทั่วโลกต้องเผชิญทั้งฝนที่ตกหนักขึ้น ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูง และปัญหาแผ่นดินทรุด ทำให้แต่ละเมืองต้องพัฒนาวิธีรับมือที่แตกต่างกันตามภูมิประเทศและลักษณะความเสี่ยง

บางเมืองเลือกสร้างอุโมงค์ขนาดมหึมาอยู่ใต้ดิน บางเมืองเปลี่ยนพื้นที่สาธารณะให้กลายเป็นแหล่งพักน้ำ ขณะที่บางเมืองต้องลงทุนสร้างแนวป้องกันน้ำทะเลขนาดใหญ่ งบประมาณจึงแตกต่างกันตั้งแต่หลักร้อยล้านบาทไปจนถึงหลักล้านล้านบาท

โตเกียว สร้าง 'อุโมงค์ใต้ดิน' รับน้ำล้นจากแม่น้ำ

โตเกียวและเมืองโดยรอบตั้งอยู่บนพื้นที่ราบต่ำ มีแม่น้ำหลายสายไหลผ่าน ขณะเดียวกันความหนาแน่นของถนน อาคาร และสิ่งปลูกสร้าง ทำให้พื้นที่สำหรับดูดซับน้ำตามธรรมชาติลดลง เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนหรือเผชิญพายุไต้ฝุ่น น้ำปริมาณมากจึงไหลลงสู่แม่น้ำอย่างรวดเร็ว และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำล้นตลิ่ง

ท่อระบายน้ำใต้ดินบริเวณรอบนอกของเขตมหานครโตเกียว

ญี่ปุ่นจึงสร้าง Metropolitan Area Outer Underground Discharge Channel หรือ G-Cans ที่เมืองคาสุคาเบะ จังหวัดไซตามะ ทางตอนเหนือของโตเกียว ด้วยแนวคิดสำคัญคือ เมื่อแม่น้ำสายเล็กมีน้ำมากเกินความจุ ระบบจะนำน้ำส่วนเกินลงไปเก็บและส่งต่อใต้ดิน ก่อนระบายออกสู่แม่น้ำสายใหญ่

ระบบประกอบด้วย ปล่องขนาดยักษ์ 5 ปล่อง แต่ละปล่องสูงประมาณ 65 เมตร และกว้างราว 30 เมตร น้ำจะไหลจากปล่องเข้าสู่อุโมงค์ใต้ดินที่อยู่ลึกราว 50 เมตร มีความยาวประมาณ 6.3 กิโลเมตร

จากนั้นน้ำจะเดินทางไปยังถังพักน้ำขนาดมหึมา ภายในมีเสาคอนกรีตขนาดใหญ่ 59 ต้นเรียงรายจนมีลักษณะคล้ายมหาวิหาร จึงได้รับฉายาว่า “วิหารใต้ดิน” และกลายเป็นสถานที่ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ในช่วงที่ระบบไม่ได้ปฏิบัติงาน

ปลายทางของระบบคือเครื่องสูบน้ำกำลังสูง ซึ่งสามารถระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเอโดะได้สูงสุดประมาณ 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

โครงการใช้เวลาก่อสร้างกว่าทศวรรษ ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 จนแล้วเสร็จในช่วงกลางทศวรรษ 2000 ด้วยงบประมาณประมาณ 230,000 ล้านเยน หรือราว 4.9 หมื่นล้านบาท

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนประสิทธิภาพของระบบเกิดขึ้นในปี 2019 เมื่อพื้นที่เผชิญฝนหนัก แต่จำนวนบ้านที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่ที่ระบบช่วยรองรับลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในอดีต

รอตเตอร์ดัม 'พื้นที่สาธารณะ' กลายเป็นที่พักน้ำ

หากโตเกียวเลือกซ่อนโครงสร้างขนาดมหึมาไว้ใต้ดิน รอตเตอร์ดัมของเนเธอร์แลนด์กลับเลือกอีกแนวทางหนึ่ง นั่นคือทำให้พื้นที่ที่ประชาชนใช้งานอยู่ทุกวันสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดการน้ำได้

รอตเตอร์ดัมเป็นเมืองท่าที่พื้นที่จำนวนมากอยู่ต่ำหรือใกล้ระดับน้ำทะเล หนึ่งในปัญหาสำคัญคือฝนที่ตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ จนระบบระบายน้ำใต้ดินไม่สามารถรองรับน้ำทั้งหมดได้ทัน

เมืองจึงพัฒนา Benthemplein Water Square ซึ่งเปิดใช้งานในปี 2013 โดยออกแบบให้ลานสาธารณะทำหน้าที่ได้สองแบบในพื้นที่เดียวกัน

ในวันที่อากาศปกติ ที่นี่คือพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมของชุมชน มีทั้งสนามกีฬา พื้นที่นั่งเล่น และลานอเนกประสงค์ แต่เมื่อฝนตก พื้นที่เดียวกันจะเปลี่ยนบทบาทเป็น 'อ่างพักน้ำชั่วคราว'

4 เมืองใหญ่รับมือน้ำท่วมอย่างไร? ใช้ตั้งแต่อุโมงค์ยักษ์-กำแพง

ตัวลานถูกออกแบบให้ต่ำกว่าถนนโดยรอบและแบ่งออกเป็นแอ่งหลายระดับ เมื่อมีฝนตก น้ำจะไหลผ่านรางเข้าสู่แอ่งตื้น ส่วนในวันที่ฝนตกหนัก น้ำจะถูกส่งเข้าสู่แอ่งขนาดใหญ่ที่สามารถกักเก็บน้ำรวมได้ประมาณ 1.7 ล้านลิตร ก่อนค่อย ๆ ระบายเข้าสู่ระบบของเมืองหรือซึมลงสู่ดิน

โครงการใช้งบประมาณประมาณ 4.5 ล้านยูโร หรือราว 171.6 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าโครงสร้างใต้ดินขนาดใหญ่ของโตเกียวอย่างมาก ขณะเดียวกันเมืองยังได้พื้นที่สาธารณะที่ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ได้ตลอดทั้งปี

แนวคิดดังกล่าวยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของรอตเตอร์ดัม ซึ่งไม่ได้พึ่งพาโครงการขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ใช้โครงสร้างหลายประเภทกระจายไปทั่วเมือง ตั้งแต่พื้นที่รับน้ำ หลังคาสีเขียว ไปจนถึงพื้นที่กักเก็บน้ำใต้ดิน

ข้อจำกัดคือ Water Square หนึ่งแห่งรองรับน้ำได้ไม่มากเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำระดับเมือง หากต้องการให้เกิดผลในวงกว้างจึงจำเป็นต้องมีพื้นที่ลักษณะนี้กระจายอยู่หลายจุด ซึ่งอาจเป็นเรื่องยากสำหรับเมืองที่มีพื้นที่สาธารณะจำกัด

 

จาการ์ตา สู้ทั้งน้ำฝน น้ำทะเล และแผ่นดินทรุด

จาการ์ตาของอินโดนีเซียเผชิญสถานการณ์ซับซ้อนกว่าอีกหลายเมือง เพราะต้องรับมือกับปัญหาน้ำถึงหลายด้านพร้อมกัน

ด้านหนึ่งคือ ฝนมรสุมและน้ำจากแม่น้ำ อีกด้านคือ น้ำทะเลหนุนและระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ปัญหาสำคัญอีกประการคือ แผ่นดินทรุด โดยเฉพาะพื้นที่ตอนเหนือของเมือง

หนึ่งในสาเหตุของการทรุดตัวคือการสูบน้ำบาดาลมาใช้เป็นเวลานาน เนื่องจากระบบประปายังไม่สามารถครอบคลุมประชากรทั้งหมด ส่งผลให้บางพื้นที่ทรุดตัวลงหลายเซนติเมตรต่อปี และบางบริเวณมีระดับต่ำกว่าน้ำทะเลแล้ว

ความเปราะบางของเมืองเห็นได้ชัดจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ช่วงปีใหม่ 2020 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบรายและประชาชนจำนวนมากต้องอพยพออกจากพื้นที่

หนึ่งในโครงการสำคัญที่รัฐบาลอินโดนีเซียผลักดันคือ National Capital Integrated Coastal Development หรือ NCICD ซึ่งเป็นแผนจัดการพื้นที่ชายฝั่งและป้องกันน้ำท่วมขนาดใหญ่

4 เมืองใหญ่รับมือน้ำท่วมอย่างไร? ใช้ตั้งแต่อุโมงค์ยักษ์-กำแพง

องค์ประกอบของแผนครอบคลุมตั้งแต่ กำแพงและคันกั้นน้ำริมทะเล การยกระดับแนวป้องกันเดิม ระบบสูบน้ำ อ่างเก็บน้ำ การปรับปรุงแม่น้ำ ตลอดจนแนวคิดสร้างกำแพงทะเลขนาดใหญ่หรือ Giant Sea Wall

มูลค่าของแผนขนาดใหญ่ถูกประเมินไว้ประมาณ 598.6 ล้านล้านรูเปียห์ หรือราว 1.116 ล้านล้านบาท น

อย่างไรก็ตาม โครงการต้องเผชิญทั้งความล่าช้า ข้อจำกัดด้านงบประมาณ และข้อถกเถียงเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนประมงชายฝั่ง 

 

กรุงเทพฯ: อุโมงค์ยักษ์ที่ยังถูกตั้งคำถาม

กรุงเทพฯ เองก็เป็นเมืองที่มีความเสี่ยงจากน้ำหลายด้าน เพราะตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและมีระดับพื้นที่ไม่สูงจากระดับน้ำทะเลมากนัก

เมืองต้องรับมือทั้ง น้ำฝนที่ตกภายในกรุงเทพฯ น้ำเหนือที่ไหลลงมาตามลุ่มน้ำเจ้าพระยา และน้ำทะเลหนุนจากอ่าวไทย ขณะเดียวกันยังมีปัญหาแผ่นดินทรุดในบางพื้นที่ แม้อัตราการทรุดตัวโดยรวมจะไม่รุนแรงเท่ากับจาการ์ตา

4 เมืองใหญ่รับมือน้ำท่วมอย่างไร? ใช้ตั้งแต่อุโมงค์ยักษ์-กำแพง

เหตุการณ์สำคัญที่กลายเป็นบทเรียนของไทยคือ มหาอุทกภัยปี 2554 ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล หลังจากนั้นการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำกลายเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของกรุงเทพฯ

หนึ่งในโครงสร้างหลักคือ อุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ ที่ฝังอยู่ลึกลงไปใต้ดินกว่า 30 เมตร ทำหน้าที่รับน้ำจากคลองและพื้นที่น้ำท่วมขัง ก่อนส่งต่อไปยังสถานีสูบน้ำเพื่อระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

โครงการอุโมงค์ระบายน้ำของกรุงเทพฯ มีวงเงินรวมประมาณ 26,580 ล้านบาท และไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่ต้องเชื่อมโยงกับระบบคลอง ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ ท่อระบายน้ำ และพื้นที่หน่วงน้ำหรือ “แก้มลิง”

ข้อจำกัดสำคัญคือ การมีอุโมงค์ขนาดใหญ่ไม่ได้หมายความว่าน้ำบนถนนจะหายไปทันที เพราะน้ำต้องเดินทางผ่านท่อและคลองเข้าสู่อุโมงค์เสียก่อน

4 เมืองใหญ่รับมือน้ำท่วมอย่างไร? ใช้ตั้งแต่อุโมงค์ยักษ์-กำแพง

หากฝนตกหนักเกินขีดความสามารถของระบบ หรือท่อระบายน้ำและคลองเกิดการอุดตัน น้ำก็ยังสามารถท่วมขังบนถนนได้ แม้อุโมงค์หลักจะยังมีศักยภาพในการรับน้ำก็ตาม

อธิบายง่าย ๆ เหมือนมี 'ท่อใหญ่' อยู่ปลายทาง แต่ถ้า 'ท่อเล็ก' ที่นำน้ำเข้าไปอุดตัน น้ำก็เดินทางไปไม่ถึงท่อใหญ่

ดังนั้น การรับมือน้ำท่วมของกรุงเทพฯ จึงไม่สามารถพึ่งพาอุโมงค์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำพร้อมกันตั้งแต่การลอกท่อและคลอง ดูแลสถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำ เพิ่มพื้นที่หน่วงน้ำ ตลอดจนลดปัญหาขยะอุดตันท่อ ซึ่งเป็นส่วนที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้โดยตรง

ที่มา : bangkok climatepolicy schielandendekrimpenerwaard,ktr

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 

related