การเมือง ข่าว

อยู่นี่ได้ไง? สายรัดหีบเลือกตั้ง-เอกสาร ซุกถังขยะปั้มน้ำมันชุมพร

โลกโซเชียลแห่แชร์ภาพพร้อมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังจากที่มีผู้พบอุปกรณ์การเลือกตั้งถูกทิ้งอยู่ในถังขยะ หน้าห้องน้ำภายในปั๊มน้ำมัน ปตท.ริมถนนเลียบทางรถไฟในเขตเทศบาลเมืองชุมพร โดยระบุข้อมูลว่า “ผู้เกี่ยวข้อง อธิบายด้วยครับ ทำไม ของแบบนี้ ถึงไปอยู่ถังขยะ ห้องน้ำปั้มน้ำมัน พิกัด ปั๊มทองมีชุมพร (ริมทางรถไฟ)” ทำให้โลกโซเชียลต่างตั้งคำถามถึงการทำงานของกกต. เนื่องจากอุปกรณ์ที่พบคือสายรัดหีบบัตรเลือกตั้ง พร้อมลายเซ็นเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบและเอกสารกำกับ ทำไมของสำคัญจึงไปอยู่ในถังขยะปั้มน้ำมันได้

โดยล่าสุด นายวิบูลย์ รัตนาภรณ์วงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า ทราบเรื่องดังกล่าวจากสังคมออนไลน์ และ ผู้อำนวยการเลือกตั้ง (ผอ.กต.) ได้โทรศัพท์มารายงานให้ทราบด้วยวาจาแล้ว ในเบื้องต้นยังไม่พบหลักฐานว่ามีการทุจริตการเลือกตั้ง ตนจึงขอให้ ผอ.กต.ชุมพรส่งทีมสืบสวนของ กกต.ชุมพรลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อให้เกิดความชัดเจน แล้วตอบสังคมให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้กระทำมีเจตนาอะไร หรือทำไปด้วยความบกพร่อง

ด้าน ร.ต.อ.หญิง ฐาปนีย์ มหาพชราอรุณใหม่ ผอ.กต.ประจำ จ.ชุมพร เผยว่าจากการตรวจสอบ อุปกรณ์ที่พบเป็นวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ก่อนกระบวนการลงคะแนนเลือกตั้ง ในขั้นตอนการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้งก่อนการลงคะแนน ซึ่งเมื่อเข้าสู่การเตรียมการลงคะแนนในวันเลือกตั้งจะต้องทำการตัดสายรัดเพื่อนำบัตรเลือกตั้งมาเตรียมใช้ในการลงคะแนน และนำเอกสารปิดช่องสำหรับหย่อนบัตรออก

โดยการดำเนินการเป็นไปอย่างเปิดเผยต่อหน้าผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งที่ร่วมเป็นสักขีพยานอยู่ จึงไม่เป็นเหตุให้การเลือกตั้งนั้นไม่สุจริตเที่ยงธรรมแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บวัสดุอุปกรณ์ไปทิ้งหรือนำไปเพื่อทำลายในลักษณะดังกล่าว ในภาพรวมหรือมุมสะท้อนของสังคมอาจไม่เหมาะสมนัก ซึ่งจะได้นำไปสังเคราะห์เป็นประเด็นหนึ่งในการถอดบทเรียนและปรับปรุงกระบวนการบริหารจัดการให้รัดกุม รอบคอบ ตักเตือนเน้นย้ำ ให้ระมัดระวังการกระทำที่ล่อแหลมดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งที่เกี่ยวข้องต่อไป

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน

นอกจากนี้ ร.ต.อ.หญิง ฐาปนีย์ ยังได้ย้ำเตือนประชาชนด้วยว่า การนำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์และเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ หากข้อมูลดังกล่าวเป็นเท็จ หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นอาจเข้าข่ายกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560ได้ จึงขอให้ผู้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ระมัดระวังด้วย