
เลือกตั้ง 69 ที่จะมาถึงในครั้งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ เมื่อทุกพรรคการเมืองพร้อมใจการขนทัพผู้สมัคร “คนรุ่นใหม่” เข้าสู่สนามเลือกตั้งอย่างคึกคัก เพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่า “การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน” แล้วจริงๆ ในวันนี้
ท่ามกลางผู้สมัคร สส. คนรุ่นใหม่มากมายชื่อของ วีร์ ศรีวราธนบูลย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร เขต 23 (พระโขนง-บางนา) พรรคประชาธิปัตย์ เป็น 1 ในรายชื่อที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอยู่ในหน้าสื่อให้เราได้เห็นกันบ่อยๆ
คนรุ่นใหม่ในพรรคที่เก่าแก่และมีกรอบธรรมเนียมปฏิบัติที่ชัดเจนจะไปกันได้จริง ๆ หรือไม่? หรือนี่เป็นเพียงแค่การใช้ “กระแสคนรุ่นใหม่” เพื่อทำให้ประชาชนมองพรรคว่า “เปลี่ยนแล้ว ปรับตัวแล้ว” มาร่วมกันค้นหาคำตอบพร้อมเจาะลึกเรื่องราวน่าสนใจผ่านเธอคนนี้ 'วีร์ ศรีวราธนบูลย์' ไปด้วยกัน
“ในช่วงวัยเด็กเราไม่ได้สนใจการเมืองเลย เรียกว่าเป็น อิกนอร์เรนซ์ เลยก็ว่าได้เพราะก็เครียดกับการเรียนและกิจกรรมที่ทำอยู่มากพอแล้ว”
ชีวิตของเธอดำเนินไปตามปกติที่ควรจะเป็นจนกระทั่งเข้าสู่วัยทำงาน เธอเริ่มตั้งข้อสงสัยกับเงินตัวเองที่เสียไปในรูปแบบภาษีว่าไม่ได้ถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่า ในจุดที่ประเทศเจอวิกฤต เช่น เหตุน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ล่าสุด เธอรู้สึกว่ามันน่าจะมีการเยียวยาช่วยเหลือหรือวิธีป้องกันที่ดีกว่านี้เพื่อให้เงินภาษีของประชาชนถูกใช้อย่างเกิดประโยชน์ที่สุด
เธอตอบคำถามพร้อมอธิบายเสริมว่าการใช้อำนาจจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การควบคุม เพื่อไม่ให้การใช้อำนาจของตัวเองก้าวข้ามไปสู่การเป็น “คนที่เราไม่อยากเป็น”
“คนเราถ้าไม่มีอำนาจก็ทำอะไรไม่ได้เลย ช่วยเหลือใครก็ไม่ได้ สร้างความแตกต่างหรืออยาก พัฒนาอะไรก็ไม่ได้”
เธอตอบคำถามพร้อมอธิบายเสริมว่าการใช้อำนาจจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การควบคุม เพื่อไม่ให้การใช้อำนาจของตัวเองก้าวข้ามไปสู่การเป็น “คนที่เราไม่อยากเป็น”
“คนเราถ้าไม่มีอำนาจก็ทำอะไรไม่ได้เลย ช่วยเหลือใครก็ไม่ได้ สร้างความแตกต่าง หรืออยากพัฒนาอะไรก็ไม่ได้”
การมีและทำตามอุดมการณ์เป็นสิ่งที่เราเชื่อว่าถูกต้องแต่สุดท้ายอุดมการณ์ของเราก็อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามข้อมูลที่เราได้รับมากขึ้นในแต่ละวัน เธอตอบพร้อมอธิบายปิดจบคำถามนี้ว่า “อยู่ในจุดที่ถูกต้อง อยู่กับคนที่ถูกคนและอยู่กับพรรคที่ถูกพรรค”
“วีร์ รู้สึกโชคดีที่ได้เข้าสู่สนามการเมืองในช่วงที่เป็นการเมืองสร้างสรรค์ ทำให้ไม่ได้เจอกับความรุนแรง ความอาฆาตมาดร้ายเหมือนในอดีตที่เราเห็นตามหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ที่ผ่านมา”
เธอมองว่านี่เป็นสัญญาณเตือนที่ทำให้ทุกคนเห็นว่าสังคมมันดีขึ้นได้ โลกดีขึ้นกว่าในอดีตได้ถ้าเราทุกคนเล่นกันอยู่ในเกมและกติกาเดียวกัน
'บารัก โอบามา' เธอเอ่ยชื่อของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 44 ออกมาอย่างทันทiพร้อมให้เหตุผลเพิ่มเติมว่าโอบาม่าเป็นนักสร้างแรงบันดาลใจที่ดี ที่ทำให้คนยินยอมโหวตให้ตัวเองและคนทำงานพร้อมทำตามเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดสิ่งที่ถูกต้องขึ้นในสังคมและโลกใบนี้
คือชีวิตที่มีความสุข ได้ทำงานในสิ่งที่เชื่อว่าดีกับโลก ตายไปแล้วมีคนจำได้ว่าเธอเคยทำอะไรดี ๆ ไว้ให้กับบ้านเมืองหรือโลกใบนี้บ้าง โดยเธอเน้นย้ำว่าการตายแบบมีคนจดจำได้เป็นสิ่งที่เธอปรารถนามากที่สุด
เธอตอบคำถามพร้อมพูดถึงปมในใจในอดีตว่าเป็นคนที่ต้องการความรัก ซึ่งการจะได้มาซึ่งความรัก ความสนใจจากคนรอบข้างแบบยั่งยืนก็คือการทำประโยชน์เพื่อให้คนจดจำเราได้แม้ในวันที่เราไม่อยู่
“เราอยากเป็นที่รัก อยากเป็นที่จดจำ อยากดัง อยากเป็นที่สนใจต่อคนรอบข้าง”
ในอดีต วีร์ เคยทำผิดพลาดซ้ำ ๆ มากมาย แต่การทุจริต และ ความไม่ซื่อสัตย์ ไม่ใช่หนึ่งในนั้นซึ่ง วีร์ หวังว่าจะสามารถพูดประโยคนี้ไปได้จนวันสุดท้ายของชีวิต
นโยบายเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือและดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้มีปัญหาโรคเรื้อรังต่าง ๆ โดยเธอย้ำว่าสาเหตุที่ต้องการผลักดันนโยบายนี้เป็นเพราะต้องการให้คนทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความสุขได้จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต พร้อมยกตัวอย่างนโยบายสนับสนุนเงิน 50,000 บาท เพื่อปรับปรุงบ้านให้พร้อมรองรับการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้พิการและลดความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับกลุ่มคนเหล่านี้
โดยสาเหตุที่เธอมองว่านโยบายนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกครอบครัวได้ดีมาก ๆ เป็นเพราะจากข้อมูลที่เธอค้นหามาพบว่าสาเหตุที่หลาย ๆ บ้านไม่อยากรับดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการหรือผู้มีโรคเรื้อรังต่าง ๆ นั้นเป็นเพราะ “บ้านไม่พร้อม” ต่อการรองรับกลุ่มคนเหล่านี้ และงบประมาณตรงนี้จะเพียงพอสำหรับการเปลี่ยนบ้านทุกหลังให้พร้อมรองรับกับคนทุกกลุ่มได้นั่นเอง
นอกจากนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทุกกลุ่มแล้วอีก 1 สิ่งที่เธอให้ความสนใจมากๆ และยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ในสังคมขณะนี้ก็คือ นโยบายการุณยฆาต เพราะเธอเชื่อว่าคนเรานั้นแม้จะเลือกเกิดไม่ได้แต่อย่างน้อยก็ควรเลือกที่จะยุติชีวิตตัวเองได้ และควรเป็นการตัดสินใจของผู้ใช้ชีวิตตราบใดที่มันไม่ได้เป็นการ ไปสร้างความเดือดร้อนให้กับคนรอบข้างหรือผู้อื่น
เธอเสริมถึงสาเหตุที่สนับสนุนเรื่องนี้เป็นเพราะเข้าใจถึงความทุกข์ที่บางคนต้องแบกไว้ อยากให้เป็นทางเลือกสำหรับคนที่คิด ไตร่ตรองทุกอย่างอย่างดีที่สุดแล้วเพื่อให้เขาจะได้พ้นทุกข์ และนอนหลับจากโลกนี้ไปแบบมีศักดิ์ศรีที่สุดเท่าที่คน ๆ หนึ่งจะมีได้
จากสิ่งที่ผลักดันและนโยบายที่พูดถึงเราอาจจะเข้าใจว่ากลุ่มคนแก่ คนป่วยคือกลุ่มคนเปราะบาง แต่สำหรับวีร์ เธอมองคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนที่ลำบาก ลำบากในการใช้ชีวิต ลำบากในการเข้าถึง สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ แต่กลุ่มคนที่เปราะบางจริง ๆ สำหรับเธอคือ “เยาวชน”
“พวกเขาอยู่ในช่วงเวลาแห่งรอยต่อ หน้าที่ผู้ใหญ่อย่างเราจึงควรช่วยเหลือเขา เปิดโอกาสให้เขา
ได้ลองทำในสิ่งที่เขาเชื่อ ได้ลองเป็นในสิ่งที่ตัวเองอยากเป็น บนความถูกต้องและไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น เพื่อให้เขาค้นพบตัวเองในแบบที่ดีที่สุดและภูมิใจในตัวเองมากที่สุด”
“มันไม่ควรเป็นความจำเป็นที่คนเราจะต้องทำงานมากกว่า 1 งานถึงจะอยู่ได้” เธอตอบหลังสิ้นประโยคคำถามที่ว่าอะไรคือปัญหาที่คนกลางคืนที่พบเจออยู่ ซึ่งเธอได้เล่าว่ามีคนทำงานกลางคืน จำนวนไม่น้อยที่เลือกทำงานทั้งกลางวันและกลางคืนเพียงเพราะรายได้ไม่พอสำหรับการเลี้ยงชีพ
โดยเธอได้ขยายความเพิ่มเติมว่าการทำงานมากกว่า 1 งานนั้นไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร หากนั่นคือเจตจำนงค์ที่เจ้าตัวเลือกอยากจะทำแต่ต้องไม่ใช่ “ทำเพราะจำเป็นต้องทำ”
คนทุกคนควรได้มีเวลาสำหรับพักผ่อน เวลาสำหรับการออกไปเพิ่มพลังชีวิตและพัฒนาตัวเอง เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับการมีรายได้ที่เติบโตมากขึ้นในอนาคต
หลังจากพูดคุยเรื่องต่าง ๆ กันมาสักพักเราก็ได้พบว่าเธอเป็นคนมีไอเดีย มีมุมมองที่น่าสนใจแต่สิ่งที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นคือ “เหตุผล” ในการตัดสินใจเข้าสู่ชายคาของ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคที่ค่อนข้างมีกรอบจำกัดประมาณหนึ่งเลย
เธอยอมรับตามตรงว่าถูกพรรคตกเพราะแคมเปญ “สส.ที่ดี... คุณเองก็เป็นได้นะ” เป็นประโยคที่ทรงพลังและเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับนักการเมืองในอดีตสำหรับเธอมาก ทำให้เธออยากลุกขึ้นมาเป็นปากเป็นเสียงให้กับคนในสังคมและช่วยให้สังคมนี้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น
และสิ่งที่ทำให้ตัดสินใจลงสมัครเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์นั่นก็คือการที่พรรคเปิดกว้างทางความคิด ให้อิสระในการพูดและนำเสนอสิ่งที่ตัวเองสนใจอย่างเต็มที่แบบไม่ปิดกั้น
การพลิกบทบาทจาก 'แร็ปเปอร์' ที่เคยทำเพลงสะท้อนสังคม พูดถึงปัญหาในแบบฉบับตัวเอง กลายมาเป็น 'คนการเมือง' ที่ต้องถูกโจมตีจากกองเชียร์คู่แข่งหรือคนที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเอง เธออธิบายถึงแผนและวิธีรับมือสิ่งเหล่านี้ไว้ว่า เมื่อเรามาอยู่ในวงการของการเมือง เราไม่สามารถไปห้ามหรือชี้นิ้วบอกใครได้ว่าห้ามวิจารณ์ฉัน หรือเพิกเฉยต่อคำพูดติติง คำด่าแบบงง ๆ ได้เพราะการที่เราจะเข้ามาเป็นตัวแทนประชาชน เราก็จำเป็นต้องน้อมรับทุกเสียงวิจารณ์ที่เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน
จริง ๆ แล้ว คำด่าที่เข้ามาวีร์จะกรองแล้วถ่ายมันทิ้งไปเพื่อไม่ให้มันรบกวนจิตใจเรามากเกินไป แต่กับเรื่องที่ถูกด่าแล้วรู้สึกตลกที่สุดก็คือเรื่องที่เธอใช้คำแทนตัวเองว่า “หนู” ซึ่งเธอรับได้กับการถูกด่า เพียงแต่เธอก็หาเหตุผลไม่ได้ว่าการแทนตัวเองว่าหนูนั้นเป็นความผิดร้ายแรงอย่างไร
แต่สุดท้ายแล้วในเมื่อเราไม่สามารถแก้ไขที่คนอื่นได้ เธอก็เลือกแก้ไขที่ตัวเองด้วยการไม่พยายามใช้คำแทนตัวเองว่า “หนู” เวลาออกสื่อหรือสัมภาษณ์ในที่ต่าง ๆ ตลอดการสัมภาษณ์นี้เราแทบไม่ได้ยินเธอใช้คำว่า 'หนู' จริง ๆ โดยเธอจะแทนตัวเอง ด้วยชื่อ 'วีร์' ไปเลยมากกว่าซึ่งเป็นการยืนยันได้ว่าเธอยอมแก้ไขเพื่อตัดจบปัญหาจริง ๆ อย่างที่กล่าวไว้
ประโยคดังกล่าวนี้เกิดขึ้นหลังจากเราลองให้เธอสรุปปัญหาของสังคมออกมาเป็นประโยคสั้น ๆ เพื่อให้ผู้อ่านทุกคนได้เห็นตัวตนที่ชัดเจนขึ้นของตัวเธอเอง โดยเธอได้ขยายความเพิ่มเติมไว้ว่า “สังคมในปัจจุบันนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเราหรือเยาวชนรุ่นหลัง มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ใครก็ไม่รู้ วีร์ จึงอยากเข้าไปเพื่อสร้างสังคมที่เป็นของคนทุกคน
ปัญหาในระดับเขตที่อยากแก้ไขคือปัญหาน้ำท่วมและยกระดับคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ให้ดีขึ้น เช่น การทำถนน เจาะอุโมงค์และการทำสวนริมคลอง เพื่อเพิ่มสิ่งสวยงามให้กับโซนของเรา ประเทศของเราเพราะ วีร์ เชื่อว่าทุกพื้นที่ในประเทศเราสามารถเป็นโซนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้
ส่วนปัญหาในระดับประเทศ วีร์ อยากเพิ่มพื้นที่ให้คนได้มีพื้นที่ผ่อนคลาย พื้นที่ในการพัฒนาตัวเองหรือมารวมตัวกันเพื่อทำความรู้จักกันและสร้างความสุขให้ตัวเองมากขึ้น ผ่านความร่วมมือระหว่างภารรัฐและเอกชน เพราะ วีร์ เชื่อว่านี่เป็นสิ่งสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตเพื่อให้คนพร้อมสำหรับพัฒนาประเทศมากขึ้นกว่าเดิม
“พยายามไม่ผิดพลาดในเรื่องเดิม และจะไม่ผิดพลาดในเรื่องของการทุตจริต” วีร์ ศรีวราธนบูลย์