
SHORT CUT
ย้อนรอยนโยบายหาเสียงผู้ว่าฯ กทม. จากอดีตถึงปัจจุบัน นโยบายไหนที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตคนเมืองมากที่สุด และทำไมปัญหาอมตะอย่างรถติด-น้ำท่วม ถึงยังอยู่คู่กรุงเทพฯ
การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 เป็นการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 มีผู้สมัครลงชิงชัยในตำแหน่งผู้ว่า กทม. ทั้งจากพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง และผู้สมัครอิสระ กว่า 14 คน ซึ่งมาพร้อมกับประกาศนโยบายพัฒนากรุงเทพฯ ที่หลากหลาย
นโยบายหาเสียงของผู้สมัครในแต่ละยุคมักมาจากเรื่องที่คนกรุง ต้องประสบพบเห็นตลอดมา และมักจะเห็นตรงกันว่าเป็นปัญหา โดยอาจมีแนวทางการแก้ปัญหาเหมือนกันหรือต่างกันไปบ้าง
หากย้อนดูผลงานของผู้ว่าฯ กทม.ที่ได้รับเลือกตั้งจำนวนหนึ่ง จะเห็นได้ว่ามีทั้งที่มาจากสิ่งที่เคยหาเสียงและไม่ได้หาเสียงไว้ และน่าสังเกตว่าผลงานหลายเรื่องที่เกิดขึ้นซึ่งไม่ได้หาเสียงไว้ สอดคล้องกับแผนพัฒนากรุงเทพฯ ที่จัดทำทุก 5 ปีอยู่แล้ว หรือแม้แต่สิ่งที่หาเสียงไว้ก็ดูคล้ายจะมาจากแผนพัฒนากรุงเทพฯ ในแต่ละยุคนั่นเอง
ผู้ว่าฯ กทม.ที่มาจากการแต่งตั้ง 4 คนแรกคือ ชำนาญ ยุวบูรณ์ , อรรถ วิสูตรโยธาภิบาล , ศิริ สันติบุตร และสาย หุตะเจริญ เป็นข้าราชการที่มาจากกระทรวงมหาดไทย ซึ่งต้องบริหารกรุงเทพฯ ภายใต้แผนแม่บทของกระทรวงมหาดไทย และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ต่อมาเมื่อมีการเลือกตั้ง ธรรมนูญ เทียนเงิน ผู้ว่าฯ คนแรกจากพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งหาเสียงไว้ว่า จะแก้ไขปัญหาขยะ น้ำท่วม และสร้างสวนสาธารณะ ก็เข้ามาทำงาน ซึ่งได้ก็ดำเนินการตามที่หาเสียงไว้ เช่น การดำเนินการสร้างสวนสาธารณะสวนจตุจักร
ผู้ว่าฯ ต่อมาอีก 4 คนที่มาจากการแต่งตั้ง ได้แก่ ชลอ ธรรมศิริ , เชาวน์วัศ สุดลาภา , เทียม มกรานนท์ และอาษา เมฆสวรรค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งในช่วง พ.ศ. 2520-2528 มีผลงานเด่นคือ การริเริ่มแนวคิดย้ายตลาดนัดออกจากสนามหลวง ริเริ่มศูนย์อํานวยการประสานงานการป้องกันนํ้าท่วม 24 ชม. ริเริ่มจ้างบริษัทเอกชนมาเก็บขยะ และสร้างสวนเสรีไทย ตามลำดับ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นไปตามที่ระบุไว้ในแผนพัฒนากรุงเทพฯ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2520-2524 และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2525-2529
นโยบายที่เด่นชัดก็เห็นจะเป็นเรื่องการป้องกันการทุจริตของข้าราชการ กทม. แม้จะมีบางเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในนโยบายการหาเสียง แต่ก็เป็นสิ่งที่เมื่อเข้ามาเป็นผู้ว่าฯ แล้วทำได้จนกลายเป็นภาพจำ นั่นก็คือนโยบายด้านความสะอาด โดยจำลองได้ขยาย 'โครงการ กรุงเทพฯ เมืองสะอาด' ของ เทียม มกรานนท์ มาใช้อย่างเข้มงวด จนทำให้กรุงเทพฯ ติดอันดับเมืองสะอาดน่าอยู่ 1 ใน 10 ของโลก นอกจากนี้ในยุคนั้นยังเริ่มมีการใช้เสื้อสีสะท้อนแสงของพนักงานกวาดถนนอีกด้วย
ในสมัยที่ 2 จำลองเน้นการแก้ปัญหาจราจรโดยการขยายถนน และกล่าวได้ว่าเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดการสร้างรถไฟลอยฟ้าเพื่อแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ และยังมีการเดินเรือขนส่งในคลองแสนแสบเป็นครั้งแรกอีกด้วย นอกจากนี้อีกหลายนโยบายที่หาเสียงไว้ก็มาสำเร็จในยุคหลัง เช่น สะพานลอยข้ามแยกเกษตร
อดีตรองผู้ว่าฯ ในยุคของจำลองและเป็นผู้ว่าฯ กทม.คนต่อมา เช่น การสานต่อเรื่องรถไฟลอยฟ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่กฤษฎาใช้เป็นนโยบายหาเสียงด้วย นอกจากนี้ ยังมีผลงานที่ชัดเจนในเรื่องอื่น เช่น สวนสาธารณะจากภูเขาขยะ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายที่หาเสียงไว้ว่าจะสร้างสวนสาธารณะ 10 แห่ง ส่วนการริเริ่มระบบควบคุมสัญญาณไฟอิเล็กทรอนิกส์ (ATC) นั้นที่แม้จะเกิดขึ้นในยุคของกฤษฎา แต่ก็เป็นไปตามแผนพัฒนาฉบับที่ 4 พ.ศ. 2535-2539 ที่ให้มีการปรับปรุงและติดตั้งระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรตามทางแยกด้วยระบบคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว
พิจิตต รัตตกุล เป็นผู้ว่าฯ กทม. อีกคนหนึ่งที่มีผลงานเป็นไปตามที่หาเสียงไว้ แม้ว่านโยบายสำคัญ เช่น รถรางไฟฟ้าเลียบคลองหรือสภาประชาคมจะไม่สำเร็จ แต่กล่าวได้ว่า รถตู้มวลชนที่เกิดขึ้นในยุคนี้ตรงกับที่หาเสียงไว้ ส่วนการริเริ่มสร้างหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ไม่ปรากฏว่ามีการหาเสียงไว้และไม่อยู่ในแผนพัฒนากรุงเทพฯ ฉบับที่ 4
นโยบายที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยคือ การสร้างแฟลตฝักข้าวโพด เพื่อแก้ปัญหาชุมชนแออัดอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อมมีการเสนอ การสร้างเตาเผาขยะสามทิศชิดชานเมือง เพื่อจัดการขยะจำนวนมหาศาล รวมถึงการจัดตั้งศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) เพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อราชการ
นโยบายที่คนเมืองจำได้ดีคือ รถเมล์ด่วนพิเศษ BRT แม้จะเกิดขึ้นเพียงสายเดียวแต่ก็เป็นความพยายามเชื่อมต่อระบบขนส่ง ที่สำคัญคือการริเริ่ม เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 500 บาท และหน่วยพยาบาลเคลื่อนที่เยี่ยมบ้าน พร้อมโครงการ "10 สวนสวย 10 คลองใส" ที่เน้นการฟื้นฟูภูมิทัศน์ริมน้ำ
ในยุคที่เน้นความปลอดภัย สุขุมพันธุ์ได้ ติดตั้งกล้อง CCTV ทั่วเมืองกว่า 20,000 ตัว และไฟส่องสว่างหมื่นจุด ส่วนการแก้ปัญหาน้ำท่วมมีการชูนโยบาย อุโมงค์ระบายน้ำยักษ์ 6 แห่ง และด้านสวัสดิการมีการสร้าง โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน เพื่อรองรับสังคมสูงวัยโดยเฉพาะ
ยุคอัศวิน ขวัญเมือง ซึ่งเข้ารับตำแหน่งจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระหว่าง พ.ศ. 2559-2565 เชื่อมโยงกับนโยบายของรัฐบาลกลางอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างคือ การปรับปรุงภูมิทัศน์คลองโอ่งอ่าง ที่เป็นไปตามแผนขยายการดำเนินการปรับภูมิทัศน์คลองรอบเกาะรัตนโกสินทร์ และคลองอื่นๆ ทั่วกรุงเทพมหานครของรัฐบาลที่สนับสนุนงบประมาณให้กรุงเทพมหานคร
ชัชชาติ สิทธิพันธ์ ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2565-2569 มีผลงานภายใต้นโยบาย 9 ด้าน 9 ดี ที่หาเสียงไว้ในปี 2565 ในเว็บไซต์รวบรวมนโยบายของผู้ว่าฯ กทม.ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2567 และ 2568 นโยบายด้านเดินทางดี และสิ่งแวดล้อมดีใช้งบประมาณเป็นสัดส่วนมากที่สุด 2 อันดับแรก น้อยที่สุด 2 อันดับคือ ด้านโปร่งใสดี และเศรษฐกิจดี แพลตฟอร์มทราฟฟี่ ฟองดูว์ที่พัฒนาโดยเนคเทค และ กทม. นำมาใช้เป็นผลงานที่อาจนับได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกการใช้แพลตฟอร์มแจ้งปัญหาเมือง ในช่วงที่ชัชชาติ เป็นผู้ว่าฯ มี การรายงานปัญหาสะสมกว่า 998,000 เรื่อง
โครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่โดดเด่นได้แก่ โครงการไม่เทรวมที่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนแยกขยะเศษอาหาร จูงใจด้วยการลดค่าธรรมเนียมการเก็บขยะ สวน 15 นาทีที่กระตุ้นให้สำนักงานเขตต่างๆ ปรับเปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้เป็นพื้นที่สีเขียวที่ประชาชน
ส่วนปัญหาฝุ่น PM2.5 ผลงานที่เห็นชัดเจนคือ โครงการห้องเรียนปลอดฝุ่นของโรงเรียนในสังกัด กทม. ผลงานด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นที่รับรู้กันกว้างขวางคือ การขุดลอกท่อและทางระบายน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายแรกๆ ที่มีการปฏิบัติหลังชัชชาติเข้ารับตำแหน่ง ในช่วงหน้าฝนปี 2565 เช่นเดียวกับดนตรีในสวน กิจกรรมมีการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีแรกของการเป็นผู้ว่าฯ จนครบ 4 ปี นอกจากนี้ผลงานด้านคุณภาพชีวิตอื่นๆ ที่ถือได้ว่าริเริ่มในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็น คลินิกเพศหลากหลาย และการขึ้นทะเบียนและฝังไมโครชิปหมาแมว
ผู้ว่าฯ กทม. ส่วนใหญ่ดำเนินงานตามแผนพัฒนากรุงเทพฯ ที่กำหนดไว้อยู่แล้ว นอกจากนี้ผู้ว่าฯ บางคนก็สามารถนำเอานโยบายของตนเองหรือสิ่งที่ตนเองเคยหาเสียงไว้มาปรับใช้เป็นโครงการต่างๆ ได้ เนื่องด้วยในแผนพัฒนากรุงเทพฯ วางกรอบไว้กว้างๆ ในประเด็นปัญหาอมตะและเรื้อรังของกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจราจร น้ำท่วม พื้นที่สีเขียว ฯลฯ
ที่มา : Rocketmedialab