
SHORT CUT
เหตุระเบิดนราธิวาสล่าสุด จุดชนวนคำถามว่ารัฐจะเลือกวิธี 'ไล่ล่า' หรือเดินหน้า 'เจรจา' ต่อไป
กระบวนการพูดคุย 13 ปีเผชิญความท้าทายจากกระแสอนุรักษ์นิยมสุดขั้วและสงครามข่าวสารที่ซับซ้อนขึ้น
สื่อมวลชนคือกลไกสำคัญในการดึงความสนใจของสังคม ไม่ให้การแก้ปัญหาชายแดนใต้ต้องถอยกลับไปนับศูนย์
ท่ามกลางความหวังจากงานศิลปะปัตตานี เสียงระเบิดนราธิวาสกลับปะทุขึ้น ตั้งคำถามถึงทิศทางดับไฟใต้ 22 ปี ว่าควรเดินหน้าเจรจาสันติภาพหรือใช้กำลังไล่ล่าเด็ดขาด
11-19 กรกฎาคมที่ผ่านมา ริมแม่น้ำปัตตานีคึกคักด้วยแสงไฟ เสียงเพลง และเรือแข่งขันในงาน 'เทศกาลแห่งสายน้ำปัตตานี ดินแดนลังกาสุกะ' และงาน Pattani Decoded 2026 ธีม 'Riversation' ที่ชวนคนทั้งเมืองคุยเรื่องสายน้ำที่หล่อเลี้ยงปัตตานีมาหลายร้อยปี
ในบรรยากาศนั้น SPRiNG พร้อมสื่อรุ่นเก่าและรุ่นใหม่จากทั่วประเทศ ลงพื้นที่ตั้งคำถามร่วมกันว่า จะใช้กลไกสื่อมวลชนคลี่คลายความรุนแรงชายแดนใต้ได้อย่างไร โดยมี ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ฝ่ายไทยคนปัจจุบัน ร่วมวงด้วย บรรยากาศดูมีความหวัง
คืนวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม เวลาประมาณ 19.20 น. คนร้ายเข็นรถที่ซุกระเบิดแสวงเครื่องไปจอดหน้า สภ.ตันหยงหลังเก่า อำเภอเมืองนราธิวาส แล้วจุดชนวนด้วยรีโมต แรงระเบิดทำกำแพงพังและรถที่จอดอยู่ไฟลุก วันรุ่งขึ้น คนร้ายอีกกลุ่มบุกยิงถล่มและปาระเบิดไปป์บอมบ์ใส่จุดตรวจเทศบาลบูเก๊ะซามี อำเภอระแงะ ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย บาดเจ็บอีกหลายคน
23 กรกฎาคม เสนาธิการทหารบกลงพื้นที่ ประกาศกลางที่เกิดเหตุว่าจะ "ไล่ล่า" คนร้ายให้ถึงที่สุด ทุกหมู่บ้าน ทุกภูเขา "ถึงเวลาที่พวกคุณจะเป็นผู้ถูกล่าแล้ว"
สองภาพนี้เกิดขึ้นห่างกันแค่ไม่กี่วัน ในพื้นที่เดียวกัน
นับจากเหตุปล้นปืนค่ายปิเหล็งปี 2547 ไฟใต้เดินทางมา 22 ปี ข้อมูลจากศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSW) ระบุว่า ตั้งแต่มกราคม 2547 ถึงพฤษภาคม 2569 เกิดเหตุความไม่สงบ 23,827 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 7,830 คน บาดเจ็บ 14,879 คน รัฐใช้งบประมาณจัดการปัญหานี้ไปแล้วกว่า 5.13 แสนล้านบาท
ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการ Deep South Watch ชี้ว่าหลังปี 2556 ซึ่งรัฐไทยเริ่มพูดคุยอย่างเป็นทางการกับ PULO และ BRN สถิติความรุนแรงลดลงต่อเนื่อง แม้ช่วงหลังจะขยับสูงขึ้นบ้างแต่ยังต่ำกว่ายุคก่อนเจรจามาก นั่นแปลว่าโต๊ะเจรจาที่เดินหน้ามา 13 ปี ไม่ใช่พิธีกรรมทางการทูต แต่เป็นปัจจัยจริงที่ทำให้คนตายน้อยลง
นี่คือจุดที่สื่อมวลชนในพื้นที่เข้ามามีบทบาท หลังเหตุกรือเซะและตากใบปี 2547 สื่อส่วนกลางที่รายงานข่าวตามข้อมูลรัฐฝ่ายเดียวถูกตั้งคำถามอย่างหนัก จนเกิด 'โต๊ะข่าวอิสรา' ระบบบรรณาธิการคู่ขนานที่เอาคนนอกกับคนในพื้นที่ทำงานร่วมกัน ต่อมาสื่อรุ่นใหม่อย่าง Wartani และ The Motive เติบโตสานต่อแนวทางนี้ จนวันนี้ทั้งฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายขบวนการต่างส่งข่าวมาให้ตรวจสอบทั้งสองด้านก่อนนำเสนอ นี่คือความไว้วางใจที่สื่อในพื้นที่ใช้เวลาสร้างมาเป็นสิบปี
สื่อรุ่นใหม่หลายคนไม่เคยลงพื้นที่ชายแดนใต้มาก่อน ภาพจำของพวกเขาคือพื้นที่สีแดงที่มีแต่ข่าวระเบิดกับด่านตรวจ แต่พอได้เดินตลาด คุยกับคนพุทธ-มุสลิมที่ใช้ชีวิตเคียงข้างกัน เห็นงานศิลปะและอีเวนต์ที่คนรุ่นใหม่ในพื้นที่ตั้งใจจัด เจอคนหนุ่มสาวที่เลือกกลับมาสร้างอาชีพที่บ้านเกิด ภาพจำนั้นก็เริ่มสั่นคลอน ชีวิตคนที่นี่ไม่ได้หยุดอยู่กับความรุนแรง แต่เดินหน้าทุกวันเหมือนที่อื่น
ทางแรกคือกระแสอนุรักษ์นิยมสุดขั้วและชาตินิยมที่พุ่งสูงทั้งประเทศ ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจากความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อข้ามปี ทำให้สังคมไทยเสพติดกรอบคิด ‘ศัตรู-เรา’ ง่ายขึ้น และเมื่อกรอบคิดนี้แพร่มาถึงชายแดนใต้ ก็ยิ่งบีบพื้นที่ของการฟังกันด้วยเหตุผลให้แคบลง
ทางที่สองคือสัญญาณอัตราความรุนแรงในพื้นที่ที่ขยับขึ้นอย่างมีนัยยะ อย่างที่เห็นจากเหตุนราธิวาส ซึ่งอาจบ่งชี้ว่าเส้นทางที่ไต่ระดับลงมา 13 ปี กำลังแกว่งกลับขึ้นอีกครั้ง
ในขณะที่ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนแปลงใหญ่ ความท้าทายคือปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO แบบใหม่ ที่ไม่หยาบและจับสังเกตง่ายเหมือนก่อน จากที่เคยเป็นแค่ ‘เพจผี’ ล่าแม่มด กลายเป็นเครือข่ายหลายชั้นที่แนบเนียนขึ้น เป้าหมายคือลดทอนความน่าเชื่อถือของสื่อและภาคประชาสังคมที่ทำงานเรื่องสันติภาพ ให้ดูเป็นฝ่ายเดียวกับขบวนการหรือมองข้ามความสูญเสีย นี่คือภัยที่อันตรายกว่าเดิม เพราะทำลายความไว้วางใจที่สื่อสันติภาพใช้เวลาสร้างมายี่สิบกว่าปี
ด้วยโจทย์ที่ซับซ้อนขึ้น หลายคนในวงเสวนาเห็นตรงกันว่าต้องรื้อฟื้นโมเดล 'บรรณาธิการคู่ขนาน' ระหว่างสื่อส่วนกลางกับสื่อในพื้นที่อีกครั้ง สื่อส่วนกลางมีจุดแข็งด้านการเข้าถึงคนวงกว้างและแรงกดดันเชิงนโยบาย สื่อในพื้นที่มีจุดแข็งด้านความไว้วางใจและความเข้าใจบริบท หากสองฝั่งแลกจุดแข็งกันทำงานจริงจัง ก็มีโอกาสเอาความจริงไปสู้กับ IO และดึงสันติภาพชายแดนใต้กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคม ไม่ใช่แค่ตอนมีระเบิด
คำถามที่ค้างอยู่หลังเหตุนราธิวาส จึงไม่ใช่แค่ 'ไล่ล่า หรือ เจรจา' ให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะรัฐทำทั้งสองอย่างพร้อมกันอยู่แล้ว คำถามที่สำคัญกว่าคือ ท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่กำลังแรง และ IO ที่กำลังแนบเนียนขึ้น สังคมไทยจะยังให้พื้นที่กับโต๊ะเจรจาต่อไปหรือไม่ หรือจะปล่อยให้ความโกรธเกรี้ยวพาทุกอย่างที่สร้างมา 13 ปี ถอยกลับไปเป็นศูนย์อีกครั้ง
เพราะถ้าตัวเลข 22 ปีที่ผ่านมาสอนอะไรได้บ้าง นั่นคือ
"ปืนอย่างเดียวไม่เคยทำให้ไฟใต้ดับ มีแต่การคุยกันด้วยความจริงเท่านั้น
ที่เคยพิสูจน์แล้วว่ารักษาชีวิตคนและความสงบที่ยั่งยืนได้จริง"