
SHORT CUT
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อการจัดการปัญหาปลาหมอคางดำที่แพร่ระบาดในหลายจังหวัด ข้อมูลหนึ่งจากการประชุมคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 นับเป็นข่าวดีที่ช่วยลดความกังวลของสังคมลงได้ไม่น้อย
ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เปิดเผยต่อที่ประชุมว่า จากการติดตามสถานการณ์และศึกษาผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างต่อเนื่องเกือบ 2 ปี ทั้งในพื้นที่แนวปะการัง แหล่งหญ้าทะเล สัตว์น้ำวัยอ่อน และสัตว์ทะเลหายาก ยังไม่พบหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าปลาหมอคางดำส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเล
ผลการสำรวจพบว่า ปลาหมอคางดำยังคงพบเป็นหลักในคลอง ปากแม่น้ำ พื้นที่น้ำกร่อย และอ่าวปิดที่มีสภาพน้ำนิ่ง ขณะที่แนวปะการังและทะเลเปิดยังไม่พบการแพร่กระจายในระดับที่น่ากังวล โดยเฉพาะบริเวณแหล่งหญ้าทะเลในอ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่เฝ้าระวังสำคัญ พบว่าพื้นที่หญ้าทะเลกลับเพิ่มขึ้นจากประมาณ 2,300 ไร่ เป็นมากกว่า 2,400 ไร่ สะท้อนว่าอย่างน้อยในมิติของทรัพยากรทางทะเล ประเทศไทยยังไม่พบสัญญาณความเสียหายตามที่หลายฝ่ายเคยกังวล
ข้อมูลดังกล่าวถือเป็นข่าวดีต่อระบบนิเวศทางทะเลของประเทศ อย่างไรก็ตาม ข่าวดีนี้ไม่ได้ทำให้ข้อกังวลของชุมชนประมงหมดไป เพราะปัญหาที่พวกเขาเผชิญอยู่ทุกวันไม่ได้เกิดในทะเลเปิด หากเกิดในคลองธรรมชาติ ป่าชายเลน พื้นที่น้ำกร่อย และแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่ทำกินของชุมชนโดยตรง
“เราไม่ได้ต้องการเงินเยียวยา” ประโยคสั้น ๆ จากตัวแทนประมงพื้นบ้านในการประชุมคณะกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา อาจสะท้อนเสียงชาวบ้านจำนวนมากกำลังเรียกร้อง นอกจากตัวเลขชดเชยความเสียหาย แต่คือคำตอบว่า ประเทศไทยมีแผนควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำอย่างไร และปัญหานี้จะคลี่คลายลงเมื่อใด
หลังการแพร่ระบาดยืดเยื้อมาหลายปี ความอึดอัดของชุมชนประมงไม่ได้เกิดจากการพบปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความรู้สึกว่า การแก้ปัญหาของภาครัฐยังคงวนเวียนอยู่กับการสำรวจ การรายงาน และการประเมินสถานการณ์ มากกว่าจะมีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนพอให้ชาวบ้านเห็นทิศทางร่วมกัน
ขณะเดียวกัน การพบปลาหมอคางดำในหลายพื้นที่ยังคงขยายวง จากสมุทรสงครามซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่เริ่มต้นของปัญหา ไปสู่ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด และพื้นที่อื่น ๆ หลายจุดที่ชาวบ้านยืนยันว่าเมื่อ 4-5 ปีก่อนไม่เคยพบปลาชนิดนี้ แต่ปัจจุบันกลับพบอย่างหนาแน่นในคลองธรรมชาติ ปากแม่น้ำ และแหล่งน้ำกร่อย
วิธีการสำรวจและฐานข้อมูลของกรมประมงยังเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม เนื่องจากข้อมูลบางส่วนยังไม่สอดคล้องกับข้อสังเกตของชาวประมงในพื้นที่ ตัวอย่างเช่น สมุทรสงครามและเพชรบุรี ซึ่งชาวบ้านยังพบปลาหมอคางดำจำนวนมากในหลายแหล่งน้ำ แต่กลับไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มพื้นที่ที่มีปัญหารุนแรงตามข้อมูลบางชุดของหน่วยงานรัฐ
คำถามที่ชาวบ้านยังต้องการความชัดเจน คือ ปลาหมอคางดำเดินทางข้ามลุ่มน้ำและขยายพื้นที่ได้อย่างไร รวมถึงเหตุใดจำนวนปลาจึงยังเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ แม้จะมีการประกาศมาตรการจัดการหลายด้านตลอดช่วงที่ผ่านมา
ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูลภาครัฐและข้อสังเกตจากพื้นที่จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญ เพราะเมื่อชาวบ้านเห็นปลาลอยอยู่เต็มคลอง แต่รายงานสะท้อนอีกภาพหนึ่ง ความเชื่อมั่นต่อประสิทธิภาพของมาตรการรัฐย่อมลดลงตามไปด้วย
ด้านกรมประมงยืนยันว่า มีแผนดำเนินงานหลายด้าน ทั้งการจับปลาออกจากแหล่งน้ำ การปล่อยปลานักล่า การฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ และการนำปลาหมอคางดำออกจากระบบเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ ทั้งในรูปแบบอาหารสัตว์ ปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพ และอาหาร
ขณะเดียวกัน สิ่งที่ชาวบ้านต้องการรู้ ไม่ใช่เพียงแค่ “ทำอะไรไปแล้วบ้าง” หากคือเป้าหมายสุดท้ายของแผนทั้งหมดว่า จะลดประชากรปลาหมอคางดำลงให้อยู่ในระดับใด ใช้เวลากี่ปี และมีโอกาสควบคุมหรือกำจัดได้มากน้อยเพียงใด เพราะหากไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน มาตรการต่าง ๆ อาจถูกมองเป็นเพียงการประคับประคองสถานการณ์ มากกว่าการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
ข้อสรุปจากการประชุมครั้งนี้จึงอาจอยู่ตรงกลางระหว่าง “ข่าวดี” และ “คำถามที่ยังค้างอยู่” กล่าวคือ ปลาหมอคางดำยังไม่ปรากฏหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าเป็นภัยคุกคามต่อระบบนิเวศทางทะเลในระดับที่พิสูจน์ได้อย่างชัดเจนในปัจจุบัน แต่ข้อเท็จจริงนี้ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลในการชะลอหรือละเลยการบริหารจัดการ เพราะในโลกของทรัพยากรธรรมชาติ การป้องกันย่อมมีต้นทุนต่ำกว่าการแก้ไขปัญหาเสมอ
สิ่งที่ควรเกิดขึ้นหลังจากนี้ คือ การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ ภาคเอกชน เกษตรกร ชาวประมง และชุมชนท้องถิ่น เพื่อควบคุมประชากรปลาหมอคางดำอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการสนับสนุนงานวิจัย การสร้างฐานข้อมูลกลางที่ประชาชนเข้าถึงได้ และการส่งเสริมการใช้ประโยชน์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น อาหารสัตว์ ปุ๋ยอินทรีย์ ผลิตภัณฑ์แปรรูป หรือแนวทางอื่นที่เหมาะสม
หากดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ปลาหมอคางดำอาจพลิกเป็นโอกาสของภาคประมงและชุมชน พร้อมกับฟื้นความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำของประเทศไปพร้อมกัน..