
SHORT CUT
ชุดชั้นในคือสิ่งที่สัมผัสผิวเราหลายชั่วโมงต่อวัน แต่เราเคยถามหรือไม่ว่าปลอดภัยแค่ไหน? วาโก้ชวนมองแฟชั่นอีกมิติ ผ่าน Green Label ที่เชื่อมคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืนเข้าด้วยกัน
เสื้อผ้าหนึ่งชิ้นอาจอยู่บนร่างกายเรานานหลายชั่วโมง แต่คำถามที่ผู้บริโภคมักถามเวลาเลือกซื้อกลับวนอยู่กับเรื่องดีไซน์ ราคา หรือความสบาย มากกว่าว่า สิ่งที่สัมผัสผิวเราโดยตรงนั้นผลิตมาจากอะไร ปลอดภัยแค่ไหน และทิ้งผลกระทบอะไรไว้กับสิ่งแวดล้อม
นี่คือโจทย์ที่ บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) หยิบมาสื่อสารผ่านแคมเปญ Wacoal Green Label ภายใต้แนวคิด “แฟชั่นเปลี่ยนไป แต่ความใส่ใจโลกไม่เคยเปลี่ยน” เพื่อเชื่อมเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ เข้ากับการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
พร้อมวางทิศทางของวาโก้จากแบรนด์ชุดชั้นใน สู่ Lifestyle Brand ที่ต้องการดูแลผู้บริโภคในแต่ละช่วงของชีวิต ควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้สังคมและสิ่งแวดล้อม
อินทิรา นาคสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นิยามของแฟชั่นในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงความสวยงาม ความมั่นใจ หรือความสบายในการสวมใส่ แต่ต้องรวมถึงความรับผิดชอบต่อโลกและคุณภาพชีวิตของผู้คนด้วย
วาโก้จึงนำแนวคิดดังกล่าวเข้ามาอยู่ในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค
หนึ่งในมาตรฐานที่บริษัทนำมาใช้ยืนยันแนวทางดังกล่าว คือ ฉลากเขียว หรือ Green Label จากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย โดยวาโก้ระบุว่าเป็นแบรนด์ชุดชั้นในรายแรกและรายเดียวของประเทศไทยในธุรกิจสิ่งทอที่ได้รับการรับรองฉลากเขียว
ฉลากดังกล่าวเป็นเครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์ด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และข้อกำหนดด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนแนวทางที่ไม่ได้มองเฉพาะตัวสินค้าปลายทาง แต่ครอบคลุมไปถึงกระบวนการผลิตด้วย
ประเด็นเรื่องความปลอดภัยยิ่งมีความหมายกับ “ชุดชั้นใน” เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่สัมผัสกับผิวโดยตรงและถูกสวมใส่ต่อเนื่องหลายชั่วโมงในแต่ละวัน
ตามข้อมูลของวาโก้ ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองฉลากเขียวต้องผ่านข้อกำหนดด้านสารเคมีและการควบคุมคุณภาพ โดยมีการกำหนดเกณฑ์เกี่ยวกับสารที่อาจเป็นอันตราย เช่น โลหะหนัก สารก่อมะเร็ง และสารเคมีอันตราย เพื่อให้ผลิตภัณฑ์อยู่ภายใต้มาตรฐานด้านความปลอดภัยที่กำหนด
Green Label จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสื่อสารว่า “สินค้านี้รักษ์โลก” แต่ยังช่วยให้ผู้บริโภคมีเกณฑ์ที่จับต้องได้มากขึ้นในการพิจารณาสินค้าที่ต้องสัมผัสร่างกายเป็นประจำ
แนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจตามกรอบ ESG (Environmental, Social and Governance) ของวาโก้ ซึ่งมองว่าการเติบโตของธุรกิจต้องเดินควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อม
ขณะเดียวกัน วาโก้ระบุว่าได้รับรางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ชุดชั้นในหญิงต่อเนื่อง 15 ปี ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นอีกภาพสะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ ทั้งด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม
เพื่อทำให้เรื่องมาตรฐานและความปลอดภัยที่ดูเป็นเรื่องเทคนิคเข้าใกล้ชีวิตประจำวันมากขึ้น วาโก้เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ภายใต้แนวคิด “ถ้าหน้าอกพูดได้...”
แทนที่จะให้แบรนด์เป็นคนบอกว่าสินค้าปลอดภัยอย่างไร โฆษณาเลือกเล่าเรื่องจากมุมของ “หน้าอก” ซึ่งอยู่กับชุดชั้นในตั้งแต่ผู้หญิงเริ่มแต่งตัว ออกไปทำงาน ใช้ชีวิตนอกบ้าน จนกระทั่งกลับมาถึงบ้านในตอนท้ายวัน
พร้อมโยนคำถามกลับไปยังผู้บริโภคว่า
“ของที่อยู่ใกล้ผิวเรานานหลายชั่วโมงในแต่ละวัน เราแน่ใจแล้วหรือว่าสามารถไว้ใจได้”
คำถามนี้พาเรื่องชุดชั้นในออกจากพื้นที่ของแฟชั่นเพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งที่อยู่ใกล้ร่างกายที่สุดอาจไม่ควรถูกเลือกจากดีไซน์หรือความสบายเท่านั้น แต่รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัย ที่มาของผลิตภัณฑ์ และผลกระทบที่เกิดขึ้นตลอดกระบวนการผลิต
ที่ผ่านมา “แฟชั่นยั่งยืน” มักถูกพูดถึงผ่านวัสดุรีไซเคิล การลดขยะ หรือการนำเสื้อผ้ากลับมาใช้ใหม่ แต่สำหรับสินค้าที่สัมผัสร่างกายโดยตรง ความยั่งยืนยังมีอีกมิติที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ ความปลอดภัยของคนที่สวมใส่
นี่ทำให้แนวคิด Wacoal Green Label พยายามเชื่อมสองเรื่องที่ดูแยกจากกันให้มาอยู่ในสมการเดียวกัน คือ สิ่งที่ดีกับผู้บริโภคควรพยายามลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
สำหรับวาโก้ การผลักดันแนวคิดดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของทิศทาง Investment for Sustainability ในระยะยาว โดยใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม และกระบวนการผลิตเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนธุรกิจ
เพราะในวันที่เทรนด์แฟชั่นสามารถเปลี่ยนได้แทบทุกฤดูกาล สิ่งที่อาจกำลังเปลี่ยนอย่างถาวรกว่าคือความคาดหวังของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์