เพราะความเป็น 'อเมริกัน' กำลังฆ่าฟุตบอลโลก หรือว่าคนดูบอลที่ต้องปรับตัว ?

เพราะความเป็น 'อเมริกัน' กำลังฆ่าฟุตบอลโลก หรือว่าคนดูบอลที่ต้องปรับตัว ?

เพราะความเป็น 'อเมริกัน' กำลังฆ่าฟุตบอลโลก หรือว่าคนดูบอลที่ต้องปรับตัว ? เราทุกคนจะตอบคำถามนี้แบบไหน คิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นในฟุตบอลโลก 2026 กันอย่างไร ?

ฟุตบอลโลก 2026 ณ เวลานี้ แข่งขันกันมาได้เกิน 10 วันแล้ว ถือว่ากำลังเพิ่มดีกรีความเข้มข้นตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ฟุตบอลโลกครั้งนี้ ที่จัดขึ้นมา มีการตั้งคำถามมากมาย , และในความเป็นจริงก็มีปัญหามากมาย ที่ซุกอยู่ใต้พรม และที่กระจายออกมาบนพื้น ให้เราได้เห็นกันอย่างจะคาตา - ความเป็น 'อเมริกัน'

หลายๆคนมองว่า มนต์เสน่ห์ ของฟุตบอลโลก จืดจาง หายไป เพราะจากการเพิ่มทีมจาก 32 เป็น 48 ทีม เพราะยิ่งมีตัวแทนเข้ามามากขึ้น ความ 'ล้ำค่า' ของการมาเล่นรอบสุดท้ายก็น้อยลง ,

ทุนนิยมอเมริกัน และ โฆษณาคั่นบอลโลก 2026

รูปแบบการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากด้วยแนวคิดการแสวงหาผลกำไรสูงสุด มีการนำกฎ 'พักดื่มน้ำ' (Hydration breaks) มาใช้เป็นช่องว่างให้สถานีโทรทัศน์ตัดเข้าสู่ช่วงโฆษณา ซึ่งสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์สามารถทำรายได้จากส่วนนี้ได้มากกว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การแข่งขันที่ลื่นไหล กลับกลายต้องมาสะดุดอารมณ์ จาก 2 ครึ่ง เป็นเหมือน 4 ควอเตอร์กลายๆ

เจอร์เกน คล็อปป์ อดีตผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล ได้วิจารณ์ประเด็นนีไว้อย่างแซ่บ โดยบอกว่า ฟุตบอลเหมือนกำลังถูกนำมาเป็นตัวประกันเพื่อสร้างเวลาพักให้กับเหล่าสปอนเซอร์ และทำลายความลื่นไหลของเกม

ขณะที่ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ กัปตันเนเธอร์แลนด์ ให้ความเห็นว่า "ช่วงพักดื่มน้ำนี่มันน่าสนใจนะ แต่ผมคิดว่าการหยุดพักโฆษณาทุกครั้งมันก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ผมคิดว่าผู้ชมถ่ายทอดสดทางทีวีก็รู้สึกไม่ดี ดังนั้น ถ้าอากาศมันร้อนจริง ๆ มีช่วงพักดื่มน้ำน่ะเป็นเรื่องดี แต่ผมคิดว่าควรพิจารณาแยกเป็นเกม ๆ ไป นี่คือความคิดผมนะ แต่ผมก็คงพูดเรื่องนี้ไปเยอะแล้วล่ะ"

นอกจากนี้ การใช้ระบบราคาตั๋วแบบแปรผัน (Dynamic Pricing) ยังผลักดันให้ฟุตบอลโลกกลายเป็นอีเวนต์สำหรับกลุ่มทุน และบีบแฟนบอลระดับรากหญ้าออกไป

ส่วนประเด็น นัดชิงฯ บอลโลกครั้งนี้ , สื่อหลักของแคนาดาวิเคราะห์ถึงการที่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกจะมีโชว์พักครึ่ง (Halftime Show) เต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยเปรียบเทียบว่าเป็นการนำโมเดลความบันเทิงสไตล์ Super Bowl มาใช้กับเกมลูกฟุตบอล

เพราะความเป็น 'อเมริกัน' กำลังฆ่าฟุตบอลโลก หรือว่าคนดูบอลที่ต้องปรับตัว ?
.

การเมืองสหรัฐฯ นโยบายวีซ่า กระทบฟุตบอลโลก 

ในขณะที่ฟุตบอลโลกครั้งก่อนๆ ประเทศเจ้าภาพมักใช้กีฬาเป็นเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ทว่าฟุตบอลโลก 2026 กลับดำเนินไปท่ามกลางนโยบายควบคุมพรมแดนที่แข็งกร้าวของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รัฐบาลสหรัฐฯ บังคับใช้มาตรการห้ามเดินทาง ทั้งแบบสมบูรณ์และบางส่วน ต่อพลเมืองจาก 39 ประเทศ ซึ่งรวมถึงชาติที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย อีกทั้งยังระงับกระบวนการพิจารณาวีซ่าชั่วคราวแก่พลเมืองจากอีก 75 ประเทศ สิ่งนี้ทำให้แฟนบอล สื่อมวลชน และผู้สนับสนุนจำนวนมากสูญเสียสิทธิ์ในการเข้าประเทศ

เพราะความเป็น 'อเมริกัน' กำลังฆ่าฟุตบอลโลก หรือว่าคนดูบอลที่ต้องปรับตัว ? เราทุกคนจะตอบคำถามนี้แบบไหน Credit ภาพ REUTERS

อุปสรรคต่อนักเตะและคณะทำงานฟุตบอลโลก 

มาตรการตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวด นำไปสู่ปัญหาและข้อพิพาทหลายเรื่อง อาทิ

• โอมาร์ อาร์ตัน ผู้ตัดสินระดับนานาชาติจากโซมาเลีย ถูกกักตัวสอบสวนนาน 11 ชั่วโมง และถูกปฏิเสธเข้าเมืองเนื่องจากความกังวลด้านความมั่นคง

• ไอเมน ฮุสเซน กองหน้าทีมชาติอิรัก และ ทาลาล ซาลาห์ ช่างภาพประจำทีม ถูกกักตัวสอบสวนนานหลายชั่วโมงที่สนามบินชิคาโก

• คณะทำงานและเจ้าหน้าที่สมาคมฟุตบอลอิหร่านกว่า 15 ราย ถูกปฏิเสธวีซ่า ทำให้ทีมชาติต้องย้ายแคมป์ฝึกซ้อมไปที่ประเทศเม็กซิโกแทน

• นักกีฬาอิหร่านได้รับเงื่อนไขวีซ่าแบบอนุญาตเฉพาะวันแข่งขัน ทำให้ต้องเดินทางข้ามพรมแดนมาแข่งขันและกลับทันทีหลังจบเกม

การเข้ามาของระบบทุนนิยมแบบอเมริกันและนโยบายทางการเมือง ถือเป็นจุดตัดสำคัญที่เข้ามาปะทะกับขนบธรรมเนียมของฟุตบอลโลก ซึ่งอาจเปลี่ยนวิถีของกีฬาแห่งมวลชนนี้ไปตลอดกาล FIFA จะปล่อยให้มันเป็นไปอย่างนี้หรือ ? ...

และคนรักฟุตบอลโลก ต้อง 'ยินยอม' 'สมยอม' และ ปล่อยเลยตามเลย ไปอย่างนี้ ใช่ไหม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 

related