พรรคเพื่อไทยประชุมสมาชิกตั้งสาขาพรรคภาคกลาง ขณะที่เลขาธิการพรรค ปฎิเสธร่วมวง คสช.หารือกรณีปลดล็อค ระบุ คสช.มีอำนาจปลดล็อคได้เลยโดยไม่ต้องหารือพรรคการเมืองอีก

เพื่อไทย เมินหารือ ปลดล็อกพรรค ชี้ คสช.มีอำนาจเต็ม ไม่ต้องถาม

เพืื่อไทย ปฎิเสธ ร่วมวง คสช. หารือปลดล็อก

พรรคเพื่อไทย จัดประชุมสมาชิกพรรค เพื่อจัดตั้งสาขาพรรคลำดับที่ 3 ภาคกลาง ที่จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมเลือกประธานสาขาพรรค  โดยมีพล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรค ,นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค และอดีตส.ส.สมุทรปราการ อาทิ นายวรชัย เหมะ ,นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย, นางอนุสรา ยังตรง และนางสลิลทิพย์ สุขวัฒน์ เข้าร่วมการประชุม

โดยนายภูมิธรรม เวชชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ระบุว่า พรรคจะดำเนินการจัดตั้งสาขาพรรคให้ครบทั้ง 4 สาขา ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ขณะนี้เหลือพื้นที่ภาคใต้ที่จะไปตั้งสาขาในสัปดาห์หน้า จากนั้นจะตั้งตัวแทนประจำจังหวัดให้ครบทั้ง 77 จังหวัด เพื่อให้สามารถส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งได้ครบ 350 เขต

ทั้งนี้ ยอมรับ ว่า การดำเนินการตามกฎหมายในเรื่องของการตั้งสาขาพรรคและตัวแทนประจำจังหวัด อาจมีปัญหาอยู่บ้างเนื่องจากยังติดเงื่อนไขคำสั่ง คสช.รวมไป กกต. ยังไม่แบ่งเขตเลือกตั้งให้ชัดเจน ทำให้ทุกพรรคมีปัญหา แต่สำหรับพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคขนาดใหญ่ น่าจะมีปัญหาน้อยกว่าพรรคเล็กและพรรคใหม่

ส่วนการ ลงพื้นที่หาสมาชิกพรรคทางพรรคเพื่อไทย พยายามดำเนินการตามกรอบของกฎหมาย ไม่ทำเกินเลย ดังนั้น จึงมั่นใจว่าไม่ได้เข้าข่ายการหาเสียง

นายภูมิธรรม ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมหารือกับ คสช. เพื่อปลดล็อกพรรคการเมือง โดยระบุว่า หน้าที่การหารือกับพรรคการเมืองเป็นของ กกต.อีกทั้งเห็นว่าไม่จำเป็นแล้วที่จะต้องมีการหารือกันอีก เพราะ คสช.มีอำนาจเต็มที่จะสามารถยกเลิกคำสั่งคสช.ได้เลย ดังนั้น หากปลดล็อกให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมได้อย่างเสรีการดำเนินการตามกฎหมายต่างๆก็จะง่ายขึ้น พร้อมเรียกร้องอย่าใช้กฎระเบียบที่ คสช.สร้างขึ้นมา ทำให้พรรคการเมืองเดินหน้าต่อไปไม่ได้

สำหรับกรณี ที่พรรคไทยรักษาชาติ ประชุมเพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรคในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ โดยจะมีการนำของพรรคเพื่อไทย เข้าไปร่วมเป็นกรรมการบริหารพรรคด้วยนั้น

นายภูมิธรรม ระบุว่า พรรคไทยรักษาชาติไม่ใช่ สาขาพรรคของพรรคเพื่อไทย และ การเกิดขึ้นของพรรคการเมืองใหม่ เป็นผลพวงมาจากกติกาและรัฐธรรมนูญใหม่ ที่กำหนดเอาไว้ทำให้นักการเมือง ที่ต้องการทำหน้าที่รับใช้ประชาชน ต้องหาหนทางเพื่อที่จะทำให้ตัวเองได้ทำหน้าที่ต่อไป ซึ่งถือเป็นสิทธิ์ที่แต่ละคนจะสังกัดพรรคการเมืองใดก็ได้ โดยหากคนนามสกุลเดียวกัน จะแยกไปสังกัดพรรคเพื่อไทย และพรรคไทยรักษาชาติ ก็ถือเป็นสิทธิสามารถทำได้เช่นกัน และถือเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ที่คนในครอบครัวเดียวกัน ไม่จำเป็นจะต้องมีความเห็นทางการเมืองเหมือนกัน