การเมือง ข่าว ข่าวภาคตะวันตก

สุดทน! ชาวบ้านโวย “พ่อ ปารีณา” ล้อมรั้วรุกที่ดินทำกิน โดนหลายราย

ชาวบ้าน ต.ท่าเคย อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ร้องเรียนสื่อมวลชน หลังถูก “ทวี ไกรคุปต์” พ่อ “เอ๋ ปารีณา” ล้อมรั้วรุกที่ดินทำกิน ที่ถือครองมากว่า 50 ปี แฉมีชาวบ้านโดนแบบเดียวกันหลายราย ใครร้องเรียนโดนคุกคามถึงบ้าน

วันนี้ (1 ธ.ค.62) ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปตรวจสอบบริเวณที่ดินในหมู่ 9 ต.ท่าเคย อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี หลังได้รับการร้องเรียนจากนายเสี้ยว นำพา อายุ 74 ปี อยู่บ้านเลขที่ 22 หมู่ 9 ต.ท่าเคย ว่า ถูกนายทวี ไกรคุปต์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พ่อของนางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ ที่กำลังมีปัญหาเรื่องถูกกล่าวหาว่าบุกรุกป่ากว่า 1,700 ไร่ ในหมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี และขณะนี้เรื่องก็กำลังอยู่ในระหว่างการสำรวจพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ว่ามีการบุกรุกจริงหรือไม่

โดยนายทวี ได้นำคนงานเข้ามาล้อมรั้วรุกเข้ามาในที่ดินที่ตนนั้นทำมาหากินมากว่า 50 ปี ซึ่งมีหลักฐานการครอบครองที่ดินทุกอย่าง และได้ไปแจ้งความที่สภ.สวนผึ้งแล้ว ไปร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรมแล้ว แต่จนตอนนี้เรื่องก็ยังเงียบ จึงได้มาร้องเรียนกับผู้สื่อข่าว

โดยที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ติดกับที่ดินกว่า 600 ไร่ ของนายทวี แต่อยู่คนละฝั่งภูเขากับที่ดินของนางสาวปารีณา มีการล้อมรั้วลวดหนามไว้ ภายในรั้วนั้นมีการปลูกต้นมะพร้าว ส่วนด้านนอกรั้วนั้นมีการทำการเกษตรเลี้ยงหมูแบบครอบครัว ไม่ใช่ลักษณะเป็นฟาร์ม

นายเสี้ยว เล่าว่า ที่ดินแปลงนี้มีเนื้อที่เกือบ 50 ไร่ ตนครอบครองใช้ประโยชน์ในการปลูกอ้อยมาเกือบ 50 ปี เป็นพื้นที่ ภ.บ.ท.5 เสียภาษีมาตั้งแต่ 2517 แต่หลายปีที่ผ่านมา ถูกนายทวีพยายามบุกรุกกินพื้นที่ของตนมาเรื่อย โดยการไถที่ดินเข้ามา แม้แต่ทางที่ชาวบ้านใช้สัญจรเป็นทางลัดเชื่อมระหว่างถนนสายราชบุรี-ผาปก (เส้นจากอ.จอมบึง เข้า อ.สวนผึ้ง) และถนนสายราชบุรี-น้ำพุ ก็ถูกไถดินกลบ จนเจ้าของสวนยูคาลิปตัสที่อยู่ติดกันต้องทำถนนใหม่ ผ่าสวนยูคาลิปตัส เพื่อให้ชาวบ้านใช้สัญจร

แต่ที่เกิดปัญหาใหญ่คือเมื่อวันที่ 7 ก.ค.62 หลังตนตัดอ้อยแล้ว นายทวี ไกรคุปต์ ได้นำคนงานมาทำการล้อมรั้วเข้ามาในที่ดินของตน และปลูกมะพร้าว กินพื้นที่ของตนเข้ามากว่า 30 ไร่ ทำให้ตนเหลือที่ดินเพียงแค่ 10 กว่าไร่ โดยนายทวี มาคุมคนงานด้วยตนเอง ตนก็พยายามเข้าชี้แจงว่าพื้นที่เป็นของตน แต่นายทวีไม่รับฟัง

โดยคาดว่า นายทวีต้องการพื้นที่ให้ไปบรรจบที่ดินของนายทวีที่อยู่เลยไปอีกแปลงให้เป็นแปลงเดียวกัน วันนั้นตนจึงไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนที่สภ.สวนผึ้ง ว่านายทวีบุกรุกที่ดิน พร้อมลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่จากอำเภอสวนผึ้งก็เข้ามาตรวจสอบ ยังบอกให้นายทวีหยุดปลูกมะพร้าวก่อน แต่นายทวีไม่สนใจ เขาบอกว่าเขามีสิทธิ์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจยังบอกว่านายทวีก็มาแจ้งว่าตนเองบุกรุกที่ดินก่อนหน้านี้เหมือนกัน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ บอกว่า จะพูดคุยไกล่เกลี่ยให้ แต่ทุกวันนี้ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า

ต่อมาตนกับนางสาวปราณี นำพา และนางสาวอำไพ นำพา ลูกสาว ซึ่งตนให้ทางป่าไม้ที่เคยมาตรวจสอบที่ดินเปลี่ยนชื่อตนเป็นชื่อลูกสาวทั้งสองเป็นผู้ครอบครองที่ดินดังกล่าว เพราะตนอายุมาก ลูกสาวเป็นทายาทเพื่อจะได้ใช้ที่ดินประกอบอาชีพต่อ และได้เข้าร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมอ.สวนผึ้ง โดยศูนย์ดำรงธรรมได้มีหนังสือขอความอนุเคราะห์ถึงสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) ให้มาตรวจสอบข้อมูลตามโครงการสำรวจถือครองเพื่อการจัดการที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ ก็คือตรวจสอบที่ดินของตน และต่อมาสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) ได้มีหนังสือตอบกลับศูนย์ดำรงธรรมเมื่อวันที่ 22 ส.ค.62 ว่าผลการตรวจสอบข้อมูลแล้ว ผลปรากฏว่าได้มีการรังวัดตามโครงการสำรวจถือครอง ดังกล่าว ดังนี้ นางสาวอำไพ นำพา เนื้อที่ 23-2-79 ไร่ นางสาวปราณี นำพา เนื้อที่ 23-0-99 ไร่ เพราะฉะนั้นก็คือที่ดินที่ถูกนายทวีบุกรุกไปนั้นเป็นที่ดินที่ลูกสาวครอบครองอยู่ ตนได้นำเอกสารไปยื่นให้เจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วเรื่องก็เงียบ

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 11 พ.ย.62 วันที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาตรวจราชการพื้นที่ราชบุรี ก่อนประชุม ครม.สัญจรที่จ.กาญจนบุรี นางสาวปราณี ลูกสาวตนก็ยื่นหนังสือร้องทุกข์ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล เรื่องก็ยังเงียบ

และเมื่อวันที่ 29 พ.ย.62 ส.ป.ก.มาตั้งหน่วยบริการบริการประชาชนเคลื่อนที่ ในเขตปฏิรูปที่ดินปีงบประมาณ 2563 มีชาวบ้านในพื้นที่ ต.รางบัว อ.จอมบึง และต.ท่าเคย อ.สวนผึ้ง ที่ศาลาเอนกประสงค์ อบต.รางบัว ก็นำเรื่องไปแจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่ส.ป.ก.เพื่อทำการตรวจสอบ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะได้ผลอย่างไร เรื่องที่ตนครอบครองที่ดินแปลงนี้มานานกำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ก็รับทราบทุกคน และพยายามไปช่วยเป็นพยานให้ทุกครั้งที่ไปร้องเรียน แต่ทุกวันนี้รั้วก็ยังล้อมอยู่ไม่ได้มีการรื้อถอน การออกมาแฉครั้งนี้ถามว่าตนกลัวหรือไม่ ตนบอกเลยว่ากลัวมาก เพราะที่ผ่านมามีชาวบ้านไปร้องเรียนก็จะถูกตามไปคุกคามถึงบ้าน แต่ตนต้องสู้เพราะที่ดินที่เราใช้ทำการเกษตรเลี้ยงปากเลี้ยงครอบครัวมานาน จะให้คนอื่นมาแย่งไปอย่างไม่เป็นธรรมได้อย่างไร ยังมีชาวบ้านที่โดนลักษณะเดียวกันนี้หลายราย แต่ยังไม่มีใครกล้าออกมาเปิดเผย ตนเชื่อว่าถ้าตนต่อสู้จนได้ที่ดินกลับคืนมา ก็จะมีชาวบ้านอีกหลายรายลุกขึ้นมาสู้บ้าง