อัปเกรดไปอีกเลเวล ? จากกรณี “งูเห่า” ล้มการตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบการใช้คำสั่ง ม.44

08 ธ.ค. 2562 เวลา 2:56 น.

ไล่เรียงให้เห็นภาพชัดๆ จะๆ จากปรากฏการณ์งูเห่าอัปเกรดไปอีกเลเวล แหกมติวิปฝ่ายค้าน ส่งสัญญาณทางการเมืองอย่างไร ?

จากกรณี 10 ส.ส. แสดงตนเพื่อนับเป็นองค์ประชุมในการโหวต ญัตติการตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบการใช้คำสั่ง ม.44 เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้สภาไม่ล่มซ้ำ

แต่ที่ล่มไปแล้ว คือการตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบดังกล่าว !

ซึ่งปรากฏการณ์งูเห่า ที่อัปเกรดไปอีกเลเวล เพราะเป็นการแหกมติวิปฝ่ายค้าน จะส่งสัญญาณทางการเมืองอย่างไร ? รวมถึง การตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบการใช้คำสั่ง ม.44 มีความสำคัญมากน้อยขนาดไหนนั้น สปริงนิวส์ขอไล่เรียงให้เห็นภาพชัดๆ จะๆ ดังนี้

การโหวต ญัตติการตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบการใช้คำสั่ง ม.44 เมื่อวันที่ 27 พ.ย.

การตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบจากการกระทำประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และการใช้อำนาจของหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 หรือเรียกอย่างย่นย่อว่า การตั้ง กมธ.ศึกษาผลคำสั่ง ม.44 เป็นญัตติที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน มีมติ โหวตสนับสนุน ในขณะที่ฟากฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลมีมติ คัดค้าน ซึ่งด้วยจำนวน ส.ส.ที่สูสีกัน ทำให้ถูกจับตาว่า อาจเกิดงูเห่าขึ้นอีก

แต่ผลการโหวตในวันที่ 27 พ.ย. กลับปรากฏว่า จากจำนวน ส.ส.ที่เข้าประชุม 467 คน มีจำนวนผู้เห็นด้วย (สนับสนุน) 234 คน ไม่เห็น (คัดค้าน) 230 คน งดออกเสียง 2 คน ไม่ลงคะเเนนเสียง 2 คน และดีกรีความดราม่ายิ่งร้อนแรงขึ้นอีก เมื่อ นายชวน หลีกภัย ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบกับข้อเสนอของ นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปฝ่ายรัฐบาล ที่ได้อ้างข้อบังคับ และขอให้มีการนับคะแนนใหม่

ไล่เรียงให้เห็นภาพชัดๆ จะๆ จากปรากฏการณ์งูเห่าอัปเกรดไปอีกเลเวล แหกมติวิปฝ่ายค้าน ส่งสัญญาณทางการเมืองอย่างไร ?

สภาล่ม

นายชวนให้เหตุผลในการวินิจฉัยนับคะแนนใหม่ว่า ตนต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ เหล่า ส.ส.ฝ่ายค้านจึงประท้วงด้วยการวอล์กเอาต์ ทำให้องค์ประชุมไม่ครบ เกิดปรากฏการณ์สภาล่มในที่สุด จนต้องเลื่อนการนับคะแนนใหม่ไปเป็นช่วงเช้าวันที่ 28 พ.ย.

แต่แล้วก็เกิดปรากฏการณ์สภาล่มรอบ 2 เนื่องจากในวันดังกล่าว มี ส.ส.อยู่ในห้องประชุมเพียง 240 คน ทำให้ต้องเลื่อนการนับคะเเนนใหม่ออกไปอีก เป็นวันที่ 4 ธ.ค. 62 โดยถูกจับตาว่า สภาจะล่มเป็นครั้งที่ 3 หรือไม่ ?

การตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบการใช้คำสั่ง ม.44

ย้อนกลับไปถึงที่มาของการตั้ง กมธ.ดังกล่าวนั้น ฝ่ายค้านอ้างว่า มีเป้าหมายเพื่อศึกษาการใช้คำสั่ง ม.44 ที่ผ่านมามากมายหลายฉบับ โดยมุ่งเน้นไปที่ผลกระทบของมาตรา 44 มากกว่าตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง

นั่นคือคำกล่าวอ้างในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่สวยหรูเป็นทางการ แต่นัยยะที่แฝงลึกอยู่ข้างใน ใครก็รู้ว่าหากมีการตั้ง กมธ.ชุดนี้ขึ้นมาจริง คงต้องมีการขุดรากถอนโคนเจาะเวลาหาอดีต ถึงการใช้คำสั่ง ม.44 ที่ผ่านมาอย่างละเอียดยิบ

คำสั่งไหน ออกมาโดยไม่เป็นธรรม ? คำสั่งไหนออกมาเพื่อเอื้อประโยชน์ใครหรือไม่ ? มีกลุ่มทุนกลุ่มไหนได้รับอานิสงส์จากผลพวงของคำสั่ง ม.44 ไปบ้างหรือเปล่า ? เหล่านี้ต่างหากที่เป็นเป้าหมายอันร้ายกาจ ที่ทำเอาซีกรัฐบาลตั้งป้อม ยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้ !

เมื่อถึงไฟต์ขึ้นชกอีกครั้งในสภา วันที่ 4 ธ.ค. ด้วยคำสั่งเด็ดขาด “ผมอยู่ไม่ได้ พวกคุณก็อยู่ไม่ได้” ลั่นโพล่งออกมากลางที่ประชุม ครม. ก็เหมือนเป็นคำสั่งที่ชัดเจนว่า

การตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบการใช้คำสั่ง ม.44 ต้องไม่เกิดขึ้น !

ไล่เรียงให้เห็นภาพชัดๆ จะๆ จากปรากฏการณ์งูเห่าอัปเกรดไปอีกเลเวล แหกมติวิปฝ่ายค้าน ส่งสัญญาณทางการเมืองอย่างไร ?

10 ส.ส. แหกมติวิปฝ่ายค้าน

ในวันที่ 4 ธ.ค. ก่อนการนับคะแนนใหม่ เมื่อนับองค์ประชุม มี ส.ส. 261 คน เกินองค์ประชุม 12 คน จึงไม่เกิดปรากฏการณ์สภาล่มอีก โดยมี ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน 10 คน ประกอบด้วย ส.ส.พรรคเพื่อไทย 3 คน , พรรคอนาคตใหม่ 2 คน , พรรคเศรษฐกิจใหม่ 4 คน และ พรรคประชาชาติ 1 คน แสดงตนเพื่อนับเป็นองค์ประชุมในการโหวตญัตติดังกล่าว

ซึ่งสาระสำคัญ ไม่ได้อยู่ที่ว่า 10 ส.ส.พรรคฝ่ายค้านเหล่านั้น โหวตสนับสนุนญัตติหรือไม่ แต่อยูที่การไม่ปฏิบัติตามมติวิป ส่งผลให้มีจำนวน ส.ส.ครบองค์ประชุม ผิดแผนที่วิปฝ่ายค้านวางไว้ ญัตติการตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบการใช้คำสั่ง ม.44 จึงถูกปัดตกไปด้วยคะแนนไม่เห็นด้วย 244 ต่อ 5 เสียง

และหากย้อนที่มาของคำว่า งูเห่า ทางการเมือง ในอดีตหมายถึงลูกพรรคที่ออกเสียงสวนมติพรรคกลางที่ประชุม ซึ่งกรณีของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย อนาคตใหม่ และประชาชาติ ชัดเจนว่าเป็นการแหกมติพรรค เป็นงูเห่าในแบบเลเวลเดิมๆ

แต่ในกรณีพรรคเศรษฐกิจใหม่ นี่ซิ ถูกตั้งข้อสงสัยว่า จะเข้าข่ายพรรคแหกมติวิปหรือเปล่า ? เป็นงูเห่าที่อัพเกรดไปอีกเลเวลหรือไม่ ?

พรรคเศรษฐกิจใหม่

พรรคเศรษฐกิจใหม่ ที่เคยมี นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ นำทัพหาเสียง จนได้ ส.ส.เข้าสภาฯ มา 6 ที่นั่ง ล้วนแล้วแต่เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ นั่นหมายความว่า แทบไม่ต้องทำอะไร ก็ได้เดินเข้าสภา ใช้แกนนำที่ขายได้อย่างนายมิ่งขวัญ เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน ลงพื้นที่หาเสียงในช่วงเวลาสั้นๆ แต่กลับได้ผลเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง

ในวันเปิดตัวพรรค นายมิ่งขวัญเล่าที่มาของผู้ก่อตั้ง คือ นายสุภดิช อากาศฤกษ์ ว่า เป็นหลานชาย นายสุธี อากาศฤกษ์ ผู้ได้รับฉายา เปาบุ้นจิ้นเมืองไทย อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีต เลขาธิการ ป.ป.ป. (ในสมัยนั้นยังไม่มี ป.ป.ช.) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นข้าราชการที่มีความซื่อสัตย์สุจริต อีกทั้งยังสมถะ เพราะมักเดินทางไปทำงานด้วยรถเมล์

ภายหลังที่นายมิ่งขวัญลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค นายสุภดิช ก็รั้งตำแหน่งรักษาการหัวหน้าพรรคช่วงสั้นๆ ก่อนที่ นายมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ จะก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคอย่างเป็นทางการ ส่วนนายสุภดิช แม้จะเป็นรองหัวหน้าพรรค แต่จากสถานภาพผู้ก่อตั้ง จึงมักถูกมองว่า เป็นผู้ทรงอิทธิพลตัวจริงภายในพรรค

ไล่เรียงให้เห็นภาพชัดๆ จะๆ จากปรากฏการณ์งูเห่าอัปเกรดไปอีกเลเวล แหกมติวิปฝ่ายค้าน ส่งสัญญาณทางการเมืองอย่างไร ?

โดยในวันที่ 4 ธ.ค. ที่ผ่านมา นายมิ่งขวัญ กับ นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล ไม่ได้ร่วมแสดงตนเป็นองค์ประชุม ตามมติของวิปฝ่ายค้าน ส่วน ส.ส. 4 คน ประกอบด้วย นายมนูญ หัวหน้าพรรค , นายสุภดิช รองหัวหน้าพรรค , นายภาสกร เงินเจริญกุล เลขาธิการพรรค และ นางมารศรี ขจรเรืองโรจน์ ได้แสดงตนเพื่อนับเป็นองค์ประชุมในการโหวตญัตติดังกล่าว

และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พรรคเศรษฐกิจใหม่ ทำให้ประชาชนมีความเคลือบแคลงสงสัยต่อจุดยืนทางการเมือง จนในวันที่ 21 ส.ค. ที่ผ่านมา นายมิ่งขวัญ ที่ขณะนั้น กลายเป็นอดีตหัวหน้าพรรค ได้พาแกนนำและ ส.ส.ของพรรค แถลงข่าว ย้ำชัดจุดยืนทางการเมืองว่า “เศรฐกิจใหม่ทั้งหกคนยังอยู่เหมือนเดิม ไม่มีใครคิดจะไปไหน แล้วไม่ต้องมาถามว่าอิสระ หรือไม่อิสระ เพราะเขาอธิบายไปแล้ว มันไม่มีอะไรหรอก ลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลร่วมแน่นอน อันนี้ผมตอบแทนทั้งหมดนะ... ต่อไปเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์เองว่าทุกคนรักษาคำพูดวันนี้หรือเปล่า"

ส่วนนายสุภดิช ที่ขณะนั้นเป็นรักษาการหัวหน้าพรรค ได้ยืนยันว่า “ก็มันเป็นแค่ข่าว ผมไม่เคยคุยกับใครจริงๆ ชัดเจนนะครับ” ก่อนที่ ส.ส.อีก 4 คน ได้ยืนยันในทิศทางเดียวกัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 4 ธ.ค. จึงทำให้เกิดคำถาม และข้อสงสัยตามมามากมาย หรือทว่าเวลาได้พิสูจน์พวกเขาแล้ว ? แม้นายมนูญ ในฐานะหัวหน้าพรรคจะออกมาชี้แจงและยืนยัน พรรคเศรษฐกิจใหม่ ยังคงทำงานเป็นฝ่ายค้านต่อไป เพราะมีอุดมการณ์ตรงกัน เพียงขอสงวนสิทธิ์ที่จะเห็นต่าง แต่ข้อสงสัยก็ยังไม่คลี่คลาย

ซึ่งอาจจะกระจ่างขึ้น หากนายสุภดิช ในฐานะผู้ก่อตั้งพรรค จะออกมาช่วยตอบคำถามอย่างเสียงดังฟังชัด เพื่อให้สังคมหายค้างคาใจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด