"จตุพร" ฟันธง 14 ตุลาฯ ม็อบร่วมชุมนุมมืดฟ้วมัวดิน หลังรัฐบาลยื้อเวลาแก้รัฐธรรมนูญ

29 ก.ย. 2563 เวลา 2:10 น.

"จตุพร พรหมพันธุ์" เชื่อ 14 ตุลาฯ ม็อบแห่ชุมนุมมืดฟ้ามัวดิน หลังรัฐบาลยื้อเวลาแก้รัฐธรรมนูญ - ส.ส.บางคนท้าทายอารมณ์ พร้อมยกตัวอย่างสมัย "จอมพลประภาส" เคยพังพินาศมาแล้ว เชื่อสถานการณ์ประเทศปัจจุบันมีชาติมหาอำนาจคอยแทรก

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อว่า แม้ประชาชนไม่มีสิทธิ์เลือกรัฐบาลได้ แต่ถ้าขบวนการต่างๆ ลดข้อเรียกร้องให้พุ่งเป้ากดดันเฉพาะรัฐบาลและรัฐสภาแล้ว จะมีประชาชนออกมาชุมนุมในวันที่ 14 ต.ค. อย่างมืดฟ้ามัวดิน

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยขณะนี้กำลังเดินไปพบทางตันเข้าไปทุกขณะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บอกว่ายังไม่ท้อ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ปฏิเสธไม่มีรัฐบาลแห่งชาติ รวมทั้งมีนักวิเคราะห์การเมืองกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงในพรรคเพื่อไทยแตกต่างกันไป

"หลายปีที่ผ่าน ประชาชนไม่มีสิทธิ์เลือกรัฐบาล เพราะท้ายที่สุดต้องอยู่กับวังวนรัฐบาลจากรัฐประหารทุกครั้งผมมีความเชื่อว่า เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ยืนกราน และไม่รู้จะแข็งแรงกันได้อีกกี่วันว่า ไม่ลาออก ไม่ยุบสภา จึงทำให้ดัชนีการเมืองด้านอื่น ต้องปิดประตูไปโดยปริยาย ยกเว้นจะมีขบวนการรัฐประหารพังประตูเข้าไปอีก" นายจตุพร กล่าว

ทั้งนี้ ส่วนตัวเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในพรรคเพื่อไทย ยังไม่ถึงขั้นจะเป็นการเปลี่ยนรัฐบาล ส่วนกลไกที่ออกแบบการสืบทอดอำนาจกันมานั้น มีความแยบยลทุกขั้นตอน การมีมาตรา 272 ให้ ส.ว.เลือกนายกฯได้ เป็นเพียงการขู่พรรคการเมือง แม้ พรรคประชาธิปัตย์ กลับคำพูดมาสนับสนุนตั้งรัฐบาล แต่มีเงื่อนไขบางๆในเรื่องแก้รัฐธรรมนูญเป็นทางออก ซึ่งสุดท้ายจะรักษาคำพูดการแก้รัฐธรรมนูญไว้ได้อีกหรือไม่

"ผมเคยย้ำมาหลายครั้งว่า รัฐธรรมนูญอาจไม่ได้แก้สักมาตรา หรือถ้ารับแก้เพียงร่างเดียว ก็ไม่ทำให้สถานการณ์ต่างๆดีขึ้นมา อีกอย่างการตัดสินใจยื้อ แก้รัฐธรรมนูญไปอีก 1 เดือน ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เมื่อผสมกับตัวรัฐบาลเองยังมีปัญหามากอยู่แล้ว ท้ายที่สุดจะกลายเป็นเงื่อนไขเรียกคนให้ไปบรรจบกันในวันที่ 14 ต.ค. และอาจออกมาสู่ถนนโดยไม่จำเป็น" ประธาน นปช. ระบุ

นอกจากนี้ ประกอบกับรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐบางคน พูดราวกับดูแคลนผู้ชุมนุม ว่ามีคนแค่หยิบมือเดียว ซึ่งจะทำให้เกิดการพิสูจน์กันให้เกิดคนมาร่วมชุมนุมของจริงจำนวนมาก ดังนั้น สภาฯ ยื้อลงมติแก้รัฐธรรมนูญ และ ส.ส.บางคนท้าทายอารมณ์ความรู้สึกประชาชน ซึ่งจอมพลประภาส จารุเสถียร ต้องพังพินาศ ด้วยการข่าวเช่นนี้มาแล้ว

"ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงก่อน 14 ต.ค. เมื่อประชาชนไม่สบายใจอยู่แล้ว และยังถูกถากถางซึ่งหน้าอีก คงต้องถูกคนออกชุมนุมของจริงแบบมืดฟ้ามัวดิน ดังนั้น 14 ต.ค. คนจะมามากกว่า 19 ก.ย. อันเป็นผลมาจากการถากถาง" ประธาน นปช. กล่าวและว่าสิ่งสะท้อนรัฐบาลขาลงนั้น ต้องพิจารณาจากกลไกรัฐต่างๆ จะเพี้ยนกันหมด ในช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์พฤษภาฯ 2535 พล.อ.สุจินดา คราประยูร ไปแจกผ้าห่มให้ประชาชนในหน้าร้อน

ส่วนยุคนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ไปบอกเรื่องดับไฟป่าหน้าฝน ถ้าเปรียบเป็นรัฐบาลช่วงขาลง คงไม่แตกต่างกันส่วนการหาตัว รมว.คลัง คนใหม่นั้น ยังใช้เวลาหลายวัน ได้แต่พูดว่ามีแล้ว แต่สภาพบ้านเมืองมีปัญหาเศรษฐกิจจะว่างเว้น รมว.คลัง ถึงขนาดนี้ไม่ได้ ดังนั้นการแก้ปัญหาชาติ จึงไม่สอดคล้องกับความเดือดร้อนของประชาชน

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ประชาชนต้องการเห็น คือ ต้องมีรัฐบาลที่ทำเพื่อประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด และสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที อีกทั้งหลายเรื่องในอดีตไม่เคยเกิดขึ้น แต่เกิดในยุคสมัยนี้ ซึ่งปล่อยให้สถานการณ์มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร โดยไม่มีความพยายามของรัฐบาลที่จะกระทำการ หรืออธิบายให้เกิดความกระจ่างในข้อเท็จจริงเลย ดังนั้น ขบวนการเรียกร้องต่างๆ ถ้าจำกัดข้อเรียกร้องมายังรัฐบาลกับรัฐสภาแล้ว วันที่ 14 ต.ค. คนจะออกมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน

นายจตุพร กล่าวด้วยว่า สถานการณ์ในขณะนี้จะเกิดการลอยตัว ถ้าไม่มีการปรับเปลี่ยนข้อเรียกร้อง โดยเอาเฉพาะปัญหาของรัฐบาล กับการแก้รัฐธรรมนูญแล้ว จะทำให้เดินไปสู่เป้าหมายลำบากมากขึ้น ดังนั้น ท่วงทำนองขณะนี้ ไม่รู้ใครติดกับดักใครรวมความแล้ว รัฐบาลแบบไหนประชาชนก็ไม่มีสิทธิ์เลือก เพราะต้องอยู่กับรัฐบาลแบบนี้ เมื่อนายกฯไม่ลาออก ไม่ยุบสภา ซึ่งเป็นโลกความเป็นจริงที่อยู่กับรัฐบาลแบบรัฐประหาร โดยการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เท่ากับยึดอำนาจจากรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆมาอยู่ที่นายกฯเบ็ดเสร็จ ขณะที่โควิด-19 ของไทยไม่น่ากังวล กลับต้องมี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพราะเคยชินกับการใช้อำนาจ

"เรื่องสำคัญของไทยขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องโควิด-19 และการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่เป็นเรื่องเศรษฐกิจ และต้องรีบตั้ง รมว.คลัง เมื่อประเทศว่างเว้นมานานแล้ว เพื่ออะไรกัน ดังนั้น ถ้ามีรัฐบาลแบบนี้ จึงต้องมีปัญหาแบบนี้ แล้วในอนาคตเราต้องการรัฐบาลแบบไหนกันเราต้องติดตามสถานการณ์ให้ใกล้ชิด เพราะบางเรื่องไม่ได้คาดคิดว่าจะมีปัญหา และวันนี้ พรุ่งนี้ และวันต่อไป ไม่มีใครยืนยันว่า สถานการณ์การเมืองจะอยู่แบบเดิมอีก ถ้าประชาชนรู้สึกว่าต้องการรัฐบาล ทำเพื่อประชาชนเป็นหัวใจหลัก เรื่องอื่นเล็กหมด เพราะต้องเอาประชาชนเป็นใหญ่" ประธาน นปช. กล่าว

นอกจากนี้ ต้องศึกษาปัจจัยภายนอกของมหาอำนาจเป็นสำคัญ เพราะมหาอำนาจรอจังหวะที่จะจัดการกับประเทศไทย เหมือนใช้นายจอร์จ โซรอส นักธุรกิจอเมริกา โจมตีค่าเงินบาทจนพังพินาศย่อยยับ สถานการณ์ไทยขณะนี้เช่นเดียวกัน คือ อยู่ท่ามกลางการบีบรัดของมหาอำนาจ แม้พยายามอยู่ลอยตัวก็ตาม

"ผมเรียนยืนยันว่า ศึกหนนี้ไม่ใช่เฉพาะปัญหาของไทยแต่เพียงอย่างเดียว มีมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งผมเริ่มศึกษาและเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ดังนั้น เราจึงต้องคิดทุกอย่างด้วยความรอบคอบ เพื่อเอาชาติบ้านเมืองให้รอดจึงมีความจำเป็น"นายจตุพร กล่าวและว่า สถานการณ์ขณะนี้ ไทยอยู่ท่ามกลางความยากลำบาก ทั้งปัจจัยภายใน-ภายนอก ถ้าไม่มีการปรับเปลี่ยนจะเกิดความเลวร้ายและหนักขึ้นไปทุกวัน แล้วพิสูจน์ว่าทั้งวิกฤตเศรษฐกิจและยังอยู่กับรัฐบาลแบบนี้ คงนำพาประเทศไปไม่รอด

อย่างไรก็ตาม ถ้ารัฐบาลดำรงอยู่และประเทศก็ยังเป็นแบบนี้ ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ในสถานการณ์กลางเดือนต.ค. จะหนักที่สุด เพราะไปผลักดันให้ประชาชนลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง ดังนั้น รัฐบาลควรคิดว่า จะทำเพื่อประชาชนเป็นภาระสุดท้าย นั่นคือความงดงามที่สุด และคนจะจำภาพสุดท้ายว่า "เขาทำเพื่อประชาชนแล้ว"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด