จตุพร พรหมพันธ์ุ เตือนรัฐต้องรับมือม็อบอย่างมีสติ ไม่ให้เกิดความรุนแรง

01 มี.ค. 2564 เวลา 9:58 น.

จตุพร พรหมพันธ์ุ คาด มีนาคมเกิดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระเทศ ชนิดทุกคนคาดไม่ถึง ติงรัฐแทรกชุมนุมราษฎร ก่อให้เกิดการปะทะ สลายการชุมนุม สะท้อนถึงว่า อยากมีเรื่อง ชุมนุมครั้งต่อไปรุนแรงขึ้น เตือน ขอรัฐใช้สติ เมื่อสิ้นสติย่อมใช้แต่กำลังเหนือกว่า บอกถ้ารัฐไม่อยากมีเรื่องกับประชาชน ก็ไม่เกิดเรื่องเช่นกัน เชื่อ กปปส. ไม่คิดถึงจะติดคุก คงต้องมีการทบทวนอะไรสักอย่าง

ติงรัฐแทรกแซงการชุมนุม

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟชบุ๊คไลฟ์ peace talk โดยวิเคราะห์ถึงเหตุการณ์สลายชุมนุมราษฎรเมื่อคืน 28 ก.พ. ที่ผ่านมา ว่า จุดเริ่มต้นเกิดจากการแทรกแซง แล้วนำไปสู่การใช้กำลังเข้าสลาย มีแนวโน้มครั้งต่อไปความรุนแรงจะตามมาอีก

 นายจตุพร กล่าวว่า การชุมนุมของราษฎรเมื่อคืนนี้ เดินทางไปที่บ้านพักของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในค่ายทหารที่ ร 1 รอ. นั้น ถ้าพิจารณาการเตรียมรับมือผู้ชุมนุมของตำรวจแล้ว หมือนกับว่า อยากมีเรื่อง

 และถ้าตำรวจเลิกใช้ตู้คอนเทนเนอร์เป็นกำแพง แรงปะทะของผู้ชุมนุมจะไม่รุนแรง ตลอดจนถ้าฝ่ายของรัฐตั้งเป้าประสงค์ไม่ต้องการจะมีเรื่อง ความกดดันจะไม่เกิดขึ้นเช่นกัน 

 “ผมเชื่อว่า ผู้ชุมนุมต่อให้มีโรคแทรกกันอย่างไร การเดินไปชุมนุมที่หน้ากรมทหารราบที่ 1 ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างมากแค่ตั้งเวทีปราศรัยหน้าค่ายทหารแล้วก็แยกกันไป แต่การตั้งจุดสกัดเป็นตอนๆ พร้อมทั้งใช้มาตรการฉีดน้ำ ยิงแก๊สน้ำตา แล้วกระสุนยาง แล้วมีกลุ่มคนใส่หมวกขาว สวมชุดที่บ่งบอกว่าเป็นคนในเครื่องแบบ ก่อเหตุปะทะ จึงน่าคิดในความผิดปกติเช่นนี้”

นายจตุพรกล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม การชุมนุมในช่วงปลายนั้น ถึงมีแกนนำก็ไม่สามารถหยุดการแทรกแซงได้ โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่ใช้หมวกขาวแบบผู้ชุมนุม ดังนั้นการแทรกแซงจึงรุนแรงขึ้น ส่อถึงการเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้ตลอดของการชุมนุมในอนาคต ซึ่งไม่เป็นผลดีกับประเทศชาติ

รวมทั้ง หากมีการแนะนำให้สลายการชุมนุมเช่นนี้ จะทำให้สถานการณ์รัฐบาลดีขึ้นหรือไม่ ? หรือเพื่อนำไปกลบเรื่องราวต่างๆ แต่ในทางการเมือง เมื่อพยายามสร้างเรื่องใหม่ขึ้นมากลบเรื่องเก่า เพื่อให้คนมาถกเรื่องรุนแรงของเหตุการณ์เมื่อวานนี้ แต่จะเกิดเรื่องใหม่ขึ้นอีกเสมอ

จตุพร พรหมพันธ์ุ

วิธีคิด วิธีทำของรัฐ เป็นปัจจัยนำไปสู่ความรุนแรง

นายจตุพรย้ำว่า ตนไม่เห็นด้วยกับวิธีการรับมือของรัฐ ถ้าใช้สมองมากขึ้นหรือไม่มีตู้คอนเทนเนอร์มาตั้งแล้ว ผู้ชุมนุมจะบุกเข้าถึงบ้านนายกฯ ในค่ายทหารได้ไม่ง่ายเลย ตนเชื่อว่า อย่างเก่งแค่ชุมนุมหน้าค่ายทหารเท่านั้น ดังนั้น เมื่อใช้สมองมากขึ้นจึงรู้ได้ว่า โรคแทรกแซงไม่มีทางเกิดขึ้นได้ นอกจากจะมีความพยายามให้เกิดเรื่องขึ้นเท่านั้น 

 “การบุกไปถึงบ้านนายกฯ ที่อยู่ในค่ายทหารไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ส่วนวิธีคิดที่รัฐใช้นั้น เป็นสิ่งที่ผิดอย่างมากที่พยายามสกัดกั้น ทั้งที่ธรรมชาติการชุมนุมแล้วจะมีเจ้าหน้าที่รัฐปะปนอยู่กับผู้ชุมนุมอยู่แล้ว ดังนั้นการสร้างอารมณ์ให้เกิดการปะทะ รัฐจึงมีส่วนหลักในการทำให้เกิดขึ้น และเป็นเจตนาที่ต้องการให้เกิดเรื่องขึ้น” 

ส่วนปรากฏการณ์เมื่อวานนี้ เป็นการชุมนุมเลยปกติทางการเมือง เพราะผู้ชุมนุมไม่มีแกนนำ จึงเป็นการยากลำบากในการพูดคุย ทั้งนี้มีตัวอย่างในช่วงปลายการชุมนุมเมื่อพฤษภาปี 2535 ที่มีความตายจำนวนมากจากการชุมนุม ส่วนใหญ่เกิดจากม็อบไม่มีแกนนำทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้ แม้การฉีดน้ำ ใช้แก๊สน้ำตา และยิงกระสุนยางแล้ว สะท้อนถึงการชุมนุมครั้งต่อไป ย่อมหนีการใช้กระสุนจริงไม่พ้น ซึ่งเป็นวิวัฒนาการสกัดการชุมนุมในมุมของเจ้าหน้าที่รัฐ

ม็อบ REDEM

แกนนำม็อบขึ้นศาล วันที่ 8 มี.ค. กับกรณี กปปส. ถูกตัดสินจำคุก

นายจตุพรกล่าวว่า ในวันที่ 8 มี.ค.นี้ แกนนำราษฎรชุดหนึ่งครบกำหนดนัดไปพบอัยการเพื่อฟังคำสั่งฟ้องศาล ถ้าอัยการสั่งฟ้องแล้ว โอกาสจะเกิดเหตุการณ์ต่างๆ จึงมีมากมาย และแกนนำจะได้รับการประกันตัวหรือไม่ ถ้าเข้าไปอยู่ในเรือนจำแล้ว ยิ่งเป็นเรื่องยาก โดยประสบการณ์ส่วนตัวของตนเองทำให้คิดเช่นนี้ 

อย่างไรก็ตาม ตนเข้าใจว่า การถูกคุมขังขณะที่คำพิพากษาไม่ถึงที่สุดนั้น ต้องมีสิทธิยื่นประกันตัวได้ แล้วต้องรอลุ้นกันต่อไป ดังนั้น แกนนำที่จะไปพบอัยการในวันที่ 8 มี.ค.นี้ ต้องลุ้นกันมากกว่าอีก ซึ่งส่งผลถึงแนวโน้มของสถานการณ์ชุมนุมกันได้

 สำหรับการสิทธิประกันตัวของแกนนำ กปปส. นั้น นายจตุพร เชื่อว่า พวกเขาหลายคนคงไม่คาดคิดว่าจะได้รับคำพิพากษาเช่นที่ปรากฏ แล้วยังต้องลุ้นคำพิพากษากันถึงศาลอุทธรณ์และฎีกา หรือจนกว่าจะถึงคำพิพากษาถึงที่สุด

“สิ่งที่น่าคิดคือ การให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาการประกันตัว จนนำไปสู่การถูกขังเรือนจำ 2 คืน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานและทุรนทุรายของเขา ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เพราะคนพวกนี้ไม่คิดว่าจะต้องติดคุก ผมยังเชื่อว่า 2 คืนจึงมีความหมายอย่างยิ่ง ทั้งมีจินตนาการมากมาย ผมเห็นว่า คงชี้ได้ชัดว่าเขาคงต้องทบทวนอะไรกัน” 

ถึงที่สุดแล้ว ในสถานการณ์วันนี้ สรุปได้ว่า ทั้ง 3 ฝ่าย คือ กลุ่มเสื้อแดง พันธมิตรฯ และ กปปส. เกิดเหตุการณ์ขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะแกนนำ กปปส.ต้องคำพิพากษา ซึ่งเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น แต่เวลานอนเรือนจำ 2 คืนของคนเหล่านี้ เขาต้องทบทวนพอสมควร พร้อมทั้งมีการส่งเสียงดังมาว่า รัฐบาลนี้มาได้เพราะเขาแล้ว สำนวนแบบว่า เสร็จนา ฆ่าโคถึก คงสะท้อนอะไรได้มากมายว่า เมื่อเขาเป็นผู้ลงทุน จึงต้องคิดมากกว่ากลุ่มอื่นเป็นธรรมดา

นายจตุพร กล่าวถึงแกนนำ กปปส.ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปีว่า ด้วยประสบการณ์ของตนเอง ก็ยอมรับว่าเหนื่อย เพราะถ้าต้องการมีสิทธิทางการเมืองอีกต้องรอจากพ้นโทษ 10 ปี ตนจึงรู้ว่า เหตุการณ์นี้ไม่ธรรมดา และเขาก็รู้ว่า จะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร แล้วทำอย่างไรที่จะไม่ต้องอยู่แบบบอบช้ำ 

“เวลานอนเรือนจำ 2 คืน จึงหนักสำหรับเขา คงไม่นำมาเปรียบเทียบกับเรา เพราะในทางความรู้สึกแล้วเขาหนักกว่าเราแน่ อีกทั้งการเปรียบเทียบคดีได้ประกันตัวหรือไม่ อยู่ที่ดุลพินิจของศาล แต่การประกันเป็นสิทธิ และเป็นเรื่องต้องยื่นประกัน

“ดังนั้น ความยุติธรรมจึงควรมีมาตรฐาน เพราะการประกันตัวเป็นสิทธิของผู้ต้องหาทุกคน และสิทธินี้มีตลอดจนกว่าจะถึงคำพิพากษาถึงที่สุด” 

อีกอย่าง การได้ประกันตัวของ กปปส.เป็นไปโดยชอบ และกลุ่มราษฎรก็เป็นสิทธิที่ควรจะได้รับความยุติธรรมด้วย แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นกับศาลในกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไหนได้รับการประกันตัวจึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีทั้งสิ้น

จตุพร พรหมพันธ์ุ

เชื่อ มีนาคมนี้ เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

นายจตุพร ย้ำว่า ปรากฏการณ์ 28 ก.พ. ที่ผ่านมานั้น ตนเชื่อว่า ครั้งหน้าถ้าทุกอย่างเอื้ออำนวยแล้ว การปะทะก็จะเกิดขึ้นมาอีก ถึงที่สุดแล้ว ตนเน้นเสมอว่า ไม่ควรจะมีใครมาตายด้วยการชุมนุมทางการเมือง เพราะเชื่อว่า ยังมีหนทางแสวงหาสันติกันได้ สันติวิธีแก้ปัญหาได้ตรงจุด แต่สิ่งนี้จึงขึ้นอยู่กับว่า ใครจะมีสติมากกว่ากัน 

รวมทั้ง ถ้ารัฐขาดสติ ก็อย่าหวังว่าประชาชนจะมีสติ ดังนั้น ถ้ารัฐไม่ประสงค์จะมีเรื่องสักอย่าง เรื่องก็ไม่มีวันจะเกิดขึ้น อย่าเอาตู้คอนเทนเนอร์มาสกัดเลย ปล่อยให้ทุกอย่างไหลไปตามธรรมชาติ เพราะการชุมนุมทางการเมืองเป็นเช่นนั้น 

 “ถ้าคิดว่ามีอำนาจเหนือกว่า มีกำลังเหนือกว่าแล้วจะชนะ หลายคนก็คิดเช่นนั้น แต่ไม่ใช่ว่าทุกคราวจะชนะ ทุกคราวจะแพ้ เพราะแพ้ ชนะสลับกันเสมอ

“ผมเชื่อว่า มีนาคม เป็นเดือนการเปลี่ยนแปลง จึงต้องติดตาม แต่จะเปลี่ยนกันแบบไหนชนิดที่ใครคาดไม่ถึงก็ได้ จุดจบอาจไม่ตรงกับหลายคนคิด แต่มีนาคมจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของประเทศไทย”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด