svasdssvasds

รีวิว เที่ยวไอซ์แลนด์ ชมทุ่งลาวามอส, ล่าแสงเหนือ

รีวิว เที่ยวไอซ์แลนด์ ชมทุ่งลาวามอส, ล่าแสงเหนือ

รีวิวเที่ยวไอซ์แลนด์ รวมจึดเช็กอินธรรมชาติอันน่าทึ่ง อาทิ ทุ่งลาวามอส, ล่องเรือดูแสงเหนือ หรือจะไปชุ่มฉ่ำที่ทะเลสาบสีฟ้า "บลูลากูน" อันแสนโรแมนติก ทั้งหมดรวมไว้ให้ที่นี่

ใครที่กำลังตามล่าแสงเหนือ ที่ไอซ์แลนด์อยู่ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดีที่สุดเลยนะ นอกจากแสงเหนือแล้ว มีที่เที่ยวไหนที่กำลังเป็นกระบ้าง มาเช็กอินกันค่ะ

คลิปนี้ขอพาทุกคนไปร่วมทริป ไอซ์แลนด์ กันเพราะช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการดูแสงเหนือในไอซ์แลนด์อยู่ระหว่างเดือนกันยายนถึงเมษายน ซึ่งประเทศไอซ์แลนด์จะมืดมากในช่วงหน้าหนาว และมีชั่วโมงที่มืดมิดยาวนานถึง 20 ชั่วโมงในระหว่างรอบเหมายัน สำหรับการออกไปล่าแสงเหนือก่อนออกไปนักท่องเที่ยวจะต้องดูพยากรณ์ก่อนออกด้วยนะคะ โดยจะมีระดับ 1-9  ถ้าระดับสามขึ้นไป คือเหมาะที่จะออกไปล่าแสงเหนือและมีโอกาสสูงที่ได้เจอ 

สำหรับนักท่องเที่ยวสามารถเลือกวิธีการออกไปล่าแสงเหนือได้ 4 วิธีง่ายๆ
1. ล่าแสงเหนือในเมืองที่คุณพักอยู่ ที่พักบางที่ก็เห็นได้เลยไม่ต้องออกไปไหน แต่ค่อนข้างจะเต็มเร็ว
2. ไปกับทัวร์ชมแสงเหนือแบบมีไกด์นำทาง เพราะไกด์จะมีความชำนาญและรู้จักพื้นที่ดี
3. เช่ารถและขับออกไปนอกเมืองเพื่อตามหาแสงเหนือ วิธีนี้อาจต้องสุ่มไป
4. ออกไปในทะเลกับทัวร์ล่องเรือดูแสงเหนือ อีกหนึ่งทางที่คุณจะได้ภาพที่แตกต่างออกไป

ที่นิยมของนักท่องเที่ยวในการดูแสงเหนือคือ อุทยานแห่งชาติธิงเวลลีร์ (Thingvellir National Park) 
หุบเขาเอาส์บิร์กิ (Asbyrgi) และภูเขาเคิร์กจูแฟลล์ (Kirkjufell) 

ที่นิยมของนักท่องเที่ยวในการดูแสงเหนือคือ อุทยานแห่งชาติธิงเวลลีร์ (Thingvellir National Park) 
หุบเขาเอาส์บิร์กิ (Asbyrgi) และภูเขาเคิร์กจูแฟลล์ (Kirkjufell) 

ส่วนใครที่เป็นสายลุยก็สามารถกางเต็นท์นอนได้ด้วยนะคะ พื้นที่ส่วนมากก็จะอยู่แถบชนบท จึงทำให้มีแสงรบกวนน้อยก็อาจจะมองเห็นได้ แต่ทั้งนี้ก็แล้วแต่ดวงเลยนะคะเพราะบางคนไปหลายวันก็ไม่เจอเลยค่ะ
แต่ไม่ต้องเสียใจไปนะคะเพราะที่ ไอซ์แลนด์ ก็ยังมีที่เที่ยวที่น่าสนใจอีกนะคะ

The Blue Lagoon ที่นี่เราจะเห็นน้ำในสระที่มีสีฟ้าขุ่นราวกับน้ำนม บลูลากูนที่นี่ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ถูกสร้างขึ้นในปี 1976 น้ำที่นี่มีแร่ธาตุ เช่น ซิลิกา ซึ่งมีประโยชน์ต่อผิว อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของน้ำอยู่ที่ 39°C ที่นี่เสียค่าเข้านะคะ 6,990 โครนาไอซ์แลนด์

Sky Lagoon ที่นี่คุณจะได้แช่น้ำในบ่อร้อนแบบอินฟินิตี้พูลที่มีความยาวกว่า 70 เมตร พร้อมวิวมหาสมุทรแอตแลนติก สุดลูกหูลูกตา 


Thingvellir National Park  (อุทยานแห่งชาติธิงเวลลีร์) เป็นที่เดียวในโลกที่จะเห็นรอยต่อสองทวีปที่อยู่เหนือผิวน้ำได้อย่างชัดเจน และยังมีจุดสำคัญคือ ซิลฟรา (Silfra) ได้ถูกจัดว่าเป็น 1 ใน 5 จุดดำน้ำที่ดีที่สุดในโลกเพราะเป็นการดำน้ำระหว่างสองทวีป

Kerio ทะเลสาบปากปล่องภูเขาไฟ ที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟเมื่อประมาณ 3,000 ปีที่แล้ว
แอ่งยุบปากปล่องมีความลึกประมาณ 55 เมตร กว้าง 170 เมตร ปล่องภูเขาไฟส่วนใหญ่มีกำแพงหินสูงชันมีพืช ผนังด้านหนึ่งลาดเอียง ด้านล่างเป็นแอ่งน้ำสีน้ำเงินที่อยู่ในระดับเดียวกับระดับน้ำใต้ดิน

Diamond Beach, Iceland คือปลายธารน้ำจาก Glacier ที่แตก ละลายลงสู่ทะเลกลายเป็นก้อนน้ำแข็งบนชายหาดทรายดำ รูปร่างไม่ซ้ำกัน มีความแวววาวคล้ายกับอัญมณี บางก้อนเหมือนเพชร

Jokulsarlon (โจกุลซาลอน) ธารน้ำแข็งพันปีเป็นทะเลสาบธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์ ปัจจุบันกินพื้นที่กว้างทั้งหมดถึง 18 ตารางกิโลเมตรเลยทีเดียว และมีความลึกของน้ำถึง 280 เมตร สามารถลงเรือไปชมได้ด้วย

Reynisfjara Black Sand Beach (เรย์นิสฟายาร่า) หาดทรายดำที่มีชื่อเสียงที่สุดของไอซ์แลนด์ และเป็นหนึ่งในหาดที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก และตรงนี้จะมีแท่นหินบะซอลต์ทรงกระบอกหกเลี่ยมเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆธรรมชาติสร้างแต่สวยเหมือนจับวาง และบนชายหาดจะมีกรวด ตะกอนเม็ดทรายสีดำ 

ทุ่งลาวามอส ที่ไอซ์แลนด์มีถึง 5 แห่ง แต่บางที่ไม่เปิดให้เข้านะเพราะภูเขาไปยังไม่สงบ เพราะกว่าจะมีมอสปกคลุมต้องใช้เวลาหลายร้อยปี และที่ดังสุดชื่อ “ทุ่งลาวาเอลธรอน” (Eldhraun Lava Field) เพราะเป็นทุ่งลาวามอสที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ครอบคลุมพื้นที่ 565 ตร.กม. เกิดการปะทุของภูเขาไฟในปี พ.ศ. 2326-2327 หรือประมาณ 200 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งถือเป็นการปะทุที่อันตรายที่สุดของไอซ์แลนด์ ซึ่งปัจจุบันที่นี่ก็มีการกั้นเชือกในบางพื้นที่เพราะถ้าขึ้นไปเดินหรือเหยียบก็อันตรายมากๆ