กีฬา กีฬาต่างประเทศ กีฬาในประเทศ

กว่าจะถึงวันนี้!! “ฐิติพันธ์” เป็นปลื้มทุ่มเทหนักจนชนะใจโค้ช-เพื่อน

“เจ้านิว” ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ กองกลางทีมชาติไทย เปิดใจหลังย้ายจาก บีจีพียู แบบยืมตัวไปเล่นให้กับ โออิตะ ทรินิตะ สโมสรน้องใหม่ของเจลีก ญีปุ่น ครบ 3 เดือน โดยเจ้าตัวปลื้มใจที่การทุ่มเทอย่างหนักตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นไม่สูญเปล่า เนื่องจากวันนี้สามารถเอาชนะใจเพื่อนร่วมทีม และกุนซือจนยึดตัวจริงของสโมสรได้สำเร็จ

โดยลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ ไพโรจน์ พ่วงจันทร์ อดีตปราการหลังทีมชาติไทย เปิดใจผ่าน เว็บไซต์  BGPU เกี่ยวกับชีวิตนอกบ้านเกิดครั้งแรกของเขา

ถาม : ไปอยู่ญี่ปุ่นตั้งปลายม.ค.ช่วงไปแรก ๆ นิว มีปัญหาอะไรบ้างไหม

ฐิติพันธ์ : ช่วงแรก ๆ ยอมรับปรับตวค่อนข้างลำบาก เอาชีวิตนอกสนามก่อนนะครับ ตอนนั้นเราไปคนเดียว เวลาจะออกไปไหน ไปกินอะไร ต้องหากินเอง ไปร้านอาหารที่นั่น บางที่ไม่มีภาษาอังกฤษ เป็นญี่ปุ่นล้วน ๆ ก็ต้องคอยจิ้ม ๆรูปภาพเอา ไม่มีเพื่อนคุย ก็ค่อนข้างเหงากับการใช้ชีวิตในช่วงแรก ๆ

ถาม : เรื่องฟุตบอลล่ะ ในช่วงแรกเป็นอย่างไร

ฐิติพันธ์ : เหมือนกับชีวิตนอกสนามเลย ปรับตัวยาก ซ้อมหนัก เข้มข้น ในช่วงปรีซีซั่น จนยอมรับว่าบางทีหมดแรงจนซ้อมแทบไม่ไหว มันหนักแบบไม่เคยเจอมาก่อน แท็คติกของทีมก็เป็นเรื่องใหม่สำหรับผม มันต้องเรียนรู้การเล่นกับเพื่อนร่วมทีมใหม่ สไตล์ใหม่ ๆ ยิ่งตำแหน่งผมเป็นศูนย์กลางของทีมที่ต้องประสานกับทุกตำแหน่งก็ยิ่งต้องเรียนรู้หนัก

ถาม : แต่ “นิว” ก็ได้ลงเล่นตั้งแต่เกมแรกเลย แสดงว่าปรับตัวได้เร็ว

ฐิติพันธ์ : เป็นเรื่องที่ผมค่อนข้างเซอร์ไพร๊ซ์เหมือนกัน ตอนซ้อมช่วงปรีซีซั่น ผมถูกจับให้ซ้อมกับทีมชุดสองของสโมสรตลอด ไม่ได้คิดว่าจะได้ประเดิมสนามตั้งแต่นัดแรก พอได้ลงจริง ๆ ความตื่นเต้นมันมาพร้อมกับความดีใจ ที่ตื่นเต้นเพราะเป็นบรรยากาศแปลกใหม่ที่ไม่เคยเจอ แถมไปเยือนทีมใหญ่อย่าง คาชิม่า แอนท์เลอร์ ที่กองเชียร์ส่งเสียงกันดังสนั่น ยิ่งไปกันใหญ่

ถาม : ยิ่งไปกันใหญ่คือ อะไร

ฐิติพันธ์ : มันตื่นเต้นจนในช่วงต้นเกม ผมเล่นไม่ได้เลย เสียบอลบ่อยมากเวลาเจอเกมเพรสซิ่งเร็ว จนเริ่มสกัดบอลได้ ก็เริ่มมั่นใจขึ้น และก็เริ่มดีขึ้นตามลำดับ

ถาม : ฟอร์มการเล่นของเรากับสโมสร มีฟีดแบ็คจากเพื่อนร่วมทีมหรือโค้ชบ้างไหมว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร

ฐิติพันธ์ : ช่วง 2-3 นัดแรก ผมจะไม่ค่อยได้บอล เพราะเพื่อนอาจจะไม่ไว้วางใจเท่าไหร่ แต่หลังจากผ่านไปแล้ว ผมก็เริ่มประสานกับเพื่อนและได้บอลบ่อยขึ้น มันหมายถึงความไว้วางใจที่เพื่อนมีให้กับเรา ส่วนโค้ชแรก ๆ ก็จะคอยสอนผมเรื่องทิศทางการวิ่งว่า วิ่งอย่างไรไปอยู่ตรงไหนถึงจะได้เปรียบ แต่หลัง ๆ ผมเริ่มปรับตัวได้ โค้ชก็จะแค่พูดถึงภาพรวมๆ ของทีมแทน

ถาม : นิวได้ลงเล่นตลอด 6 เกมแรก ก่อนจะเจ็บ อะไรคือเหตุผลที่โค้ชเลือกเรา

ฐิติพันธ์ : อาจเป็นเรื่องของสไตล์การเล่นส่วนตัว ที่ผมจะเป็นกองกลางตัวตัดเกมหน้าเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ซึ่งผมตัดเกมหนัก และผมสามารถที่จะเติมเกมขึ้นไปเชื่อมเกมรุกได้

ถาม : 6 เกมแรกในเจลีกที่ได้ลงเล่น นิวมักไม่ได้ลงเต็มเกม เพราะเหตุผลอะไร

ฐิติพันธ์ : โค้ชเขาให้เหตุผลว่า พอพ้นช่วง 60-70 นาทีไปแล้ว ผมเริ่มจะแผ่ว แรงวิ่งเริ่มไม่เหมือนเดิม ซึ่งผมก็ยอมรับเพราะวิ่งเยอะจริง ๆ อยู่ในไทยลีก วิ่งทั้งเกม 90 นาที ก็ประมาณ 8-9ก.ม. ซึ่งผมถือว่าผมวิ่งเยอะนะ แต่พอมาเล่นที่นี่ แค่ 60-70 นาที ผมวิ่งไป 9-10 ก.ม. มีเกมหนึ่งผมลงเล่นเต็มเกม สถิติออกมาผมวิ่งไป 12 ก.ม. ฟุตบอลที่นี่มันเล่นกันต่อเนื่องตลอดเวลา ไม่มีถ่วงเวลา แทบไม่มีเจ็บ และเพรสซิ่งกันตลอด

ถาม : กำลังจะถามเลยว่า เจลีก แตกต่างจากไทยลีก เยอะไหม แล้วนิว ได้อะไรจากการเล่นในเจลีก

ฐิติพันธ์ : ค่อนข้างเยอะ อย่างเจลีกต้องวิ่งตลอด ต้องเพรสซิ่งทุกจังหวะ ขนาดผมซ้อมหนักมาก ๆ ตอนปรีซีซั่นจนฟิตเปรี๊ยะ ก็ยังมีแผ่ว ที่นี่เขาไม่เปิดโอกาสให้คุณคิดเยอะ จะเล่นอะไรก็ต้องคิดเร็วทำเร็ว ซึ่งทำให้เราตัดสินใจเร็วขึ้น รู้เรื่องแท็คติกเพิ่มมากขึ้น และที่สำคัญฟิตมากขึ้น มันทำให้ผมพัฒนาขึ้นเยอะ

ถาม : ชีวิตนอกสนาม วัน ๆ หนึ่งทำอะไรบ้าง

ฐิติพันธ์ : ที่นี่ เป็นเมืองเล็ก ๆ ไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวอะไรเท่าไหร่ วัน ๆ ผมตื่นไปซ้อม กลับมาพักผ่อนที่บ้าน ตื่นมากินข้าว แล้วก็ออกไปเดินเล่นบ้าง แล้วก็กลับมานอน แทบไม่ได้ไปไหนเลย ช่วงวันหยุดจะไปเมืองอื่นที่มีที่ท่องเที่ยวก็ไกลเกินไป เลยซ้อม กิน นอน แค่นี้ แต่ก็ดีที่ทำให้สภาพร่างกายฟิตเปรี๊ยะ

ถาม : สุดท้าย นิว ตั้งเป้าหมายไว้อย่างไรกับเจลีก และฝากอะไรถึงแฟนบีจี และแฟนบอลไทย

ฐิติพันธ์ : เป้าหมายผมคือ ต้องการเรียนรู้ทุกอย่างในการเล่นฟุตบอลภายใน 1 ปีให้มากที่สุด เก็บเกี่ยวไว้เป็นประสบการณ์ เพราะไม่รู้ว่าปีหน้าจะได้เล่นต่อหรือไม่ และผมขอบคุณแฟนบอลกับทุกกำลังใจที่มอบให้ ผมอ่านตลอด ผมขอบคุณ คุณปวิณ ภิรมย์ภักดี ประธานสโมสรบีจี ปทุมฯ ที่แม้ทีมต้องการเลื่อนชั้น แต่ก็ปล่อยให้ผมมาตามความฝันของตัวเอง ซึ่งแน่นอนผมพร้อมจะพัฒนาฝีเท้าให้เต็มที่เพื่อกลับไปช่วย บีจี ปทุมฯ สร้างผลงาน รวมถึงทีมชาติไทยด้วย ผมเชื่อว่าเมื่อผมกลับไป ผมจะดีขึ้นอย่างแน่นอน