Spring News

ฉีดวัคซีนช่วยชาติหยุดเชื้อ! หมอประสิทธิ์ เผยเหตุผลในการฉีดวัคซีนโควิด 19

11 พ.ค. 2564 เวลา 9:02 น.

ช่วงนี้อาจมีหลายคนอาจมีคำถามสงสัยเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนโควิด-19 เรามีข้อมูลจาก ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล มาช่วยไขข้อข้องใจและเรื่องที่ควรไทยควรรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของการฉีดวัคซีน

ก่อนอื่นอยากให้เข้าใจประโยชน์สูงสุดของการฉีดวัคซีนป้องกันโรคก่อน 

ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา ได้ยกตัวอย่างว่าการทำงานของไวรัสว่า “กรณีหากเรามีคนอยู่ 20 คนซึ่งเป็นคนทั่วไป ยังไม่มีการติดเชื้อโรค โดยในกลุ่มนี้มีคนจำนวนหนึ่งใส่หน้ากากอนามัย และหลังจากนั้นมีการติดเชื้อโควิดในคนจำนวนหนึ่ง และมีส่วนหนึ่งรุนแรง จนบางคนเสียชีวิต แต่คนที่สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ ปลอดเชื้อ อย่างไรก็ตาม โดยเชื้อไวรัสที่ลอยอยู่ในอากาศ ไม่มีอะไรห่อหุ้มก็หาย แต่หากมีสิ่งห่อหุ้ม เช่น น้ำลาย ก็จะอยู่เป็นชั่วโมง แต่เพิ่มจำนวนไม่ได้ ยกเว้นเข้าไปในสิ่งมีชีวิตจะเพิ่มจำนวนได้”

“ถัดจากนั้นกรณีมีคนเสียชีวิตไป 2 คนจาก 20 คน ก็จะเหลือ 18 คน โดยคนที่ติดเชื้อ เมื่อไม่เสียชีวิตโดยธรรมชาติของโควิด-19 ร่างกายของคนนั้นจะสร้างภูมิคุ้มกันมากขึ้น ซึ่งข้อมูลที่มีในสัปดาห์ที่ 2 ภูมิคุ้มกันจะสร้างขึ้นมาเรื่อยๆ โดยจากผู้ติดเชื้อสีแดง กลายมาเป็นภาพสีน้ำเงิน คือ เริ่มมีภูมิคุ้มกันจากโควิด-19 ส่วนคนที่ป้องกันตนเอง แต่มีบางส่วน ไม่ระวังตัวเองก็จะติดเชื้อเพิ่ม และสมมติมี 1 คนเสียชีวิตอีก ดังนั้น จำนวนคนติดเชื้อก็เพิ่มขึ้น คนที่ติดเชื้อถ้าไม่เสียชีวิตคนก็จะมีภูมิคุ้มกันโรค ดังนั้น สุดท้ายก็จะมีคนที่มีภูมิฯ มากขึ้นในชุมชนแห่งนี้ แต่ที่สำคัญคนในชุมชนนี้หายไป 3 คนเพราะเสียชีวิต เป็นการแลกมาซึ่งภูมิคุ้มกันโรค แต่ต้องมีคนเสียชีวิต”

หมอประสิทธิ์

มีอีกตัวอย่างหนึ่งคือ 15 คน มีภูมิคุ้มกัน และมี 5 คนไม่มีภูมิคุ้มกัน โดยมี 1 คนป้องกันโรค อีก 4 คนไม่ระวังตัวเอง และวันไม่ดีคืนไม่ดี ไวรัสเข้ามา โดยเข้าไปใน 15 คนไม่ได้ เพราะมีภูมิคุ้มกันแล้ว แต่ไวรัสที่ลอยในอากาศก็เข้าไปในคนไม่มีภูมิ ซึ่งไม่ระวังตัวเองก็กลายเป็นคนติดเชื้อ โชคร้าย 1 ใน 4 คนเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ในชุมชนนี้จาก 20 คนจะเหลือ 19 คน เพราะเสียชีวิตไป 1 คน แต่ที่เหลือมีภูมิคุ้มกันหมด ทันทีที่มีภูมิคุ้มกันไวรัสก็จะเข้าร่างกายคนมีภูมิคุ้มกันไม่ได้ และจะสลายไปเอง จึงมีการพูดกันว่า หากสัดส่วนคนมีภูมิคุ้มกันสูงมากพอในพื้นที่นั้นๆ ไวรัสจะหายไป แต่โควิด-19 ยังไม่มีตัวเลขชัดเจน เพราะไวรัสยังใหม่ แต่บางโรค เช่น โรคหัด ต้องมีสัดส่วนของคนมีภูมิคุ้มกันโรคหัดถึง 95% หัดจะหายไปในประเทศนั้น ซึ่งโอกาสน้อยจึงยังต้องมีการฉีดวัคซีนตลอด ส่วนโปลิโอต้องมีสัดส่วน 80% ของคนในประเทศนั้น ซึ่งปัจจุบันพบน้อย

ดังนั้น การจะมีภูมิคุ้มกันได้นั้น มี 2 วิธี คือ

1. ภูมิคุ้มกันเกิดจากคนติดเชื้อ แต่สิ่งที่แลกมาอาจต้องแลกมาด้วยชีวิต

2. การมีภูมิคุ้มกันด้วยการฉีดวัคซีน หลักการเดียวกัน ซึ่งหากฉีดจนมีจำนวนมากพอ โดยตัวเลขคาดการณ์คือต้อง 70% แต่ยังไม่มีตัวเลขแน่นอน ซึ่งหากเป็นไปได้ 60-70% ของในประเทศหากมีภูมิคุ้มกันไวรัสก็จะหายไป ส่วนจะเลิกใส่หน้ากากอนามัยต้องรอให้ไวรัสหายไปอย่างแท้จริง เพราะแม้มีการฉีดวัคซีน แต่ไวรัสยังไม่หายก็ยังเสี่ยงอยู่ดี

ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา

อีกคำถามที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับอันตรายในการฉีดวัคซีน-19 เพราะได้มีข่าวว่ามีคนได้รับผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน

คนจำนวนหนึ่งอยากฉีดวัคซีน เพราะไม่อยากตายเนื่องจากไวรัสโควิด-19 แต่อีกคนจำนวนหนึ่งไม่อยากฉีด เพราะกลัวอันตรายจากวัคซีน ดังนั้น การฉีดวัคซีนจึงต้องเน้นความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีวัคซีนโควิด-19 ที่ผ่านระยะ 3 จากทั่วโลกมี 20  ยี่ห้อจาก 20 บริษัท

ศ.นพ.ประสิทธิ์ ได้อธิบายการทำงานของวัคซีนว่า “ปัจจุบันมีวัคซีนการผลิตอยู่ 4 เทคโนโลยี หนึ่งในนั้นคือ เทคโนโลยี mRNA จากสหรัฐอเมริกา เป็นสิ่งใหม่เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสสูงสุดถึง 95% ซึ่งวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ฉีดประจำปีมีประสิทธิภาพประมาณ 50-60% เท่านั้น เราไม่จำเป็นต้องใช้ประสิทธิภาพถึง 80-90% เพราะ 50-60% ก็เพียงพอ สิ่งสำคัญคือ หากรับวัคซีนต้องทำให้โรคไม่รุนแรงและไม่เสียชีวิต อันนี้คือเป้าหมายใหญ่ ไม่ใช่ไม่ติดเชื้อ”

“วัคซีนจากบริษัทแอสตราเซเนกา หลักการวัคซีนตัวนี้ คือ เอาไวรัสตัวหนึ่งที่ไม่ก่อโรคในคน และเอาพันธุกรรมของโควิด-19 ที่สร้างโปรตีน(สไปรท์โปรตีน) จนเกิดการแพร่ระบาดเยอะๆ เข้าไปแตะกับไวรัสตัวนี้และเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งภูมิคุ้มกันตัวเราจะพบว่าไวรัสตัวนี้เป็นสิ่งแปลกปลอม และจดจำว่านี่คือเชื้อโรค เมื่อจำได้ภูมิคุ้มกันในตัวเราก็จะกำจัดไวรัสพวกนี้ ดังนั้น ตัวนี้จึงมีประสิทธิภาพสูงถึง 90% โดยทั้งหมดต้องฉีด 2 ครั้ง แต่วัคซีนตัวนี้ไม่ได้เอาโควิด-19 มาทำ จึงทำให้ราคาไม่แพง ขณะนี้ในไทยได้ประมาณ 5 เหรียญสหรัฐต่อ 1 โดส อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้มีบริษัทอื่น อย่างรัสเซียด้วย แต่เราไม่ได้เอาเข้ามา”

“มีอีกตัวที่ไทยนำเข้ามาในเดือน ก.พ. คือ ซิโนแวต เพราะแอสตราเซเนกาอย่างเดียวอาจไม่พอ โดยวัคซีนโควิด-19 ซิโนแวค เป็นการใช้เทคโนโลยีที่นำเชื้อโควิด และทำให้อ่อนแรงลง จนไม่สามารถทำอันตรายได้ และนำเข้าร่างกายเรา จนภูมิคุ้มกันของเราจดจำเชื้อไวรัสนี้ และเมื่อเชื้อเข้ามาก็จะไปจัดการ ซึ่งเทคโนโลยีนี้ เป็นเทคโนโลยีเดิมแต่มีราคาสูง เพราะต้องไปจัดการเชื้อให้อ่อนแรงไม่ให้เชื้อแพร่กระจาย ซึ่งได้ผลประมาณ 50% ที่เพียงพอต่อการเกิดภูมิคุ้มกัน โดยเทคโนโลยีเดียวกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งปลอดภัยมาก เพราะรู้จักมานาน แต่เทคโนโลยีของแอสตราเซเนกา โดยทฤษฎีไม่ได้ใส่ไวรัสเข้าไป โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน อาการแพ้ก็น่าจะน้อย ซึ่งผลการศึกษาระหว่างทดสอบระยะ 1 2 และ 3 พบบ้าง 2-3 กรณี แต่สุดท้ายไม่เกี่ยวกับวัคซีน ก็ถือว่าปลอดภัย”

“วัคซีน 2 ตัวนี้ ทั้งจากแอสตราฯ และซิโนแวค จะนำเข้ามาในประเทศไทย และเมื่อเข้ามาและทุกคนฉีดก็จะครอบคลุมประมาณ 50-60% ของคนไทย บวกกับคนจำนวนหนึ่งที่ติดเชื้อแล้ว และมีภูมิคุ้มกัน ซึ่งน่าจะมีประมาณ 60-70% รวมๆ แล้วก็น่าจะถึงตัวเลขที่อาจทำให้โควิด-19 ถูกกำจัดโดยปริยาย นี่คือ เหตุผลของการฉีดวัคซีนเพื่อช่วยชาติ จึงอยากให้เข้าใจในเรื่องเหล่านี้ และนี่ถือว่าโชคดีอย่างคือ เราไม่ได้เห่อเทคโนโลยีจนเอาแต่ตัวใหม่เท่านั้น แต่ 2 ตัวนี้ที่จะเอาเข้ามาถือว่าปลอดภัย” ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว และว่า แต่วัคซีนตัวนี้ไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันโควิด19 ของเรานานมาก อาจอยู่ได้ไม่เกิน 1 ปี ก็อาจต้องฉีดปีละครั้ง แต่ยังสรุปไม่ได้ ณ เวลานี้”

ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า กรณีการฉีดวัคซีนช่วยชาติ แต่ทำไมต้องเป็นไปตามความสมัครใจ ว่า วัคซีนแต่ละตัวจะบอกว่า ปลอดภัย 100% คงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้อยากบังคับ แต่อยากเชิญชวนให้ฉีด เพราะวัคซีน 2 ตัวนี้ปลอดภัย หากมีผลข้างเคียงก็ไม่มาก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด