Spring News

กินอยู่อย่างไรห่างไกลมะเร็ง by Dr. Thomas Lodi ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโรคมะเร็ง

29 พ.ค. 2564 เวลา 7:27 น.

รู้ไหมว่าโรคภัยไข้เจ็บที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกในแต่ละปีนั้น โรคมะเร็งเป็นอันดับต้นๆ ส่วนสาเหตุการเกิดนั้นอาจมาจากหลายสาเหตุ ซึ่งไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันที่เร่งรีบ เต็มไปด้วยมลภาวะ และความเครียด ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคได้เช่นกัน แต่ไม่ต้องกังวลไป

เรามีเคล็ดลับการใช้ชีวิตให้ห่างไกลโรคภัยรวมถึงโรคมะเร็งจาก นายแพทย์โทมัส โลดี้ ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าที่ปรึกษาด้านการแพทย์เชิงบูรณาการจาก โอเอซิส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศสหรัฐอเมริกา มาฝาก

Dr. Thomas Lodi

Dr. Thomas Lodi ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าที่ปรึกษาด้านการแพทย์เชิงบูรณาการจาก โอเอซิส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศสหรัฐอเมริกา มีความเชี่ยวชาญด้านการบำบัดมะเร็งแบบผสมผสานกว่า 20 ปี ที่ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นที่ยอมรับร่วมกับแนวทางธรรมชาติบำบัด ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต ภายใต้ 3 เสาหลักในการรักษา ประกอบด้วย การหยุดก่อมะเร็ง, การมุ่งเป้าที่มะเร็ง และการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อวางรากฐานให้กับกระบวนการรักษาแผนใหม่ในเชิงการป้องกัน บำบัดและให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพ ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการฟื้นฟูสุขภาพที่ดี แทนที่จะเพียงแค่รอให้รอดชีวิตจากโรคมะเร็งแต่เพียงอย่างเดียว

น.พ. โทมัส โลดี้ โดย น.พ. โทมัส โลดี้ ได้กล่าวว่า ในปัจจุบันการใช้ชีวิตของคนเราทำให้มีอัตราเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะมาจากพันธุกรรมเท่านั้น ยังมาจากสาเหตุอื่นด้วย เช่น พฤติกรรมการกิน ประเภทของอาหารที่กิน ระบบภูมิคุ้มกัน สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก การพักผ่อน ความเครียด ฯลฯ ดังนั้นการใช้ชีวิตอย่างสมดุล ทั้งเรื่องอาหาร อารมณ์ การพักผ่อน การออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมให้สุขภาพดี ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมหรือวิธีการดำเนินชีวิตประจำวันในการหยุดการสร้างมะเร็ง ถึงแม้ว่าคุณหมอจะมีความชำนาญแค่ไหนก็ตาม ในที่สุดแล้วคุณก็สามารถกลับมาป่วยเป็นมะเร็งได้อีก ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ได้ขึ้นกับว่าคุณจะกำจัดมะเร็งได้อย่างไร แต่อยู่ที่ว่า คุณจะหยุดสร้างมะเร็งได้อย่างไรต่างหาก

โภชนาการและอาหารเสริม

ปัจจัยในการในการมีสุขภาพดีและยับยั้งมะเร็ง

โภชนาการและอาหารเสริม

ปัจจัยที่สำคัญสุดในการใช้ชีวิตคืออาหาร เราควรได้รับสารอาหารจากธรรมชาติโดยตรง โดยไม่ผ่านการปรุงแต่งซึ่งจะเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ เพราะอาหารที่มีการปรุงแต่งจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมี เมื่อนำพาเข้าสู่ร่างกายจะทำให้ร่างกายของเราได้รับการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ก่อให้เกิดโรคได้ เราต้องเข้าใจว่าอะไรคืออาหารของมนุษย์และเราควรกินอย่างไร แต่การกินของเราส่วนใหญ่แล้ว เรากินตาม culture ไม่ใช่ nature จึงก่อให้เกิดปัญหากับร่างกาย ดังนั้น การรับประทานอาหารที่ถูกต้องสามารถช่วยหลีกเลี่ยงการเกิดเซลล์มะเร็งได้ ซึ่งเราควรรับประทานอาหารประเภทพืชผักผลไม้ให้มากกว่าเนื้อสัตว์ หรือกินอาหารมังสวิรัติบ้าง เพื่อปรับค่าความสมดุลของร่างกาย การเสริมด้วยสารอาหารเกลือแร่ วิตามินซี เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพที่ดี

ระบบภูมิคุ้มกัน

มะเร็งเป็นสิ่งที่ยากในการรักษา เพราะเซลล์มะเร็งมีกลไกในการป้องกันตัวและหลอกภูมิคุ้มกันร่างกายให้ไม่สามารถเข้าไปทำลายตัวมันได้  เพราะฉะนั้นการส่งเสริมเซลล์ภูมิคุ้มกันเพื่อให้สามารถผ่านเกราะป้องกันเซลล์มะเร็งเพื่อเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งได้สำเร็จ ปัจจุบันได้มีเทคนิคการรักษาที่มุ่งไปที่การเสริมภูมิคุ้มกัน เช่น GCMAF เป็นตัวกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย (GC = โปรตีน, MAF= กลไกการกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว)  มีหน้าที่ในการกำจัดเซลล์ผิดปกติอันได้แก่ เซลล์มะเร็ง และมีหน้าที่ในการจดจำสิ่งแปลกปลอมที่ปะปนมากับเซลล์ และผลิตภูมิคุ้มกันมาทำลายเซลล์มะเร็งนั้น

ออกกำลังกาย

กำจัดของเสียออกจากร่างกาย

การกำจัดของเสียออกจากร่างกาย เช่น การออกกำลังกาย, การส่งเสริมการไหลเวียนของระบบน้ำเหลือง และการดีท็อกซ์แบบทำความสะอาดภายในอวัยวะของร่างกาย ซึ่งอวัยวะภายในร่างกายที่สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมภายนอกมากที่สุดคือลำไส้ เพราะมีหน้าที่ในการดูดซึมอาหาร เมื่อเรากินอะไรที่ไม่ดีเข้าไป ส่งผลให้ลำไส้ดูดซึมสิ่งไม่ดี และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันส่งไปที่ตับ ทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักกับสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา (ภูมิคุ้มกันก็จะต่ำ) ดังนั้นการสวนล้างลำไส้จึงช่วยในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมออกไป พร้อมกับช่วยให้ภูมิคุ้มกันกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงอีกครั้งหนึ่ง

อารมณ์จิตใจ และการพักผ่อน

อารมณ์จิตใจ และการพักผ่อน

เชื่อมั้ยว่าสภาวะทางจิตใจกับระบบภูมิคุ้มกันของเรานั้นมีความเชื่อมโยงกันหากเราเข้าใจถึงผลของความเครียดที่มีต่อระบบภูมิคุ้มกันของเราและหน้าที่สำคัญอื่นๆ ในร่างกาย นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมการทำสมาธิ โยคะ การฝึกลมหายใจ จึงช่วยสร้างความผ่อนคลาย ทำให้จิตใจสงบนิ่ง และมีสติ

นอกจากนี้ยังรวมถึงการนอนหลับก็ส่งผลต่อสุขภาพเช่นกัน ซึ่งการนอนที่ดีควรมีชั่วโมงการนอนที่สอดคล้องกับวัยในแต่ละช่วง ถ้าจะให้สมบูรณ์แบบควรนอนให้ได้ 7 – 8 ชั่วโมง และแต่ละวัยก็ต้องการจำนวนการนอนจะไม่เท่ากัน ชั่วโมงการนอนของเด็กอยู่ที่ 11 – 13 ชั่วโมง ผู้ใหญ่ 7 – 8 ชั่วโมง เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้นควรดีท็อกซ์ร่างกายและจิตใจจากสิ่งแวดล้อมที่มีมลภาวะเป็นพิษ หรือ toxin บ้าง เช่น การพาร่างกายไปสัมผัสกับธรรมชาติ เดินป่า ออกสัมผัสดิน หญ้า ซึมซับธรรมชาติให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับร่างกายผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ซึ่งเกี่ยวโยงโดยตรงกับสภาพแวดล้อมของร่างกาย เช่น อากาศ อุณหภูมิ กลิ่น และเสียง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด