แม่มือใหม่พอใจรัฐช่วย 600/เดือน พ้อ จ่ายจริงมากกว่าเยอะ แต่ยังดีกว่าไม่ได้

10 ต.ค. 2562 เวลา 7:36 น.

ติดตามข่าวสารwได้ที่ https://www.springnews.co.th

โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ประจำปี 2562 ปรับเกณฑ์ผู้ได้รับสิทธิ์ที่มีฐานรายได้ จากเดิมไม่เกิน 36,000 บาท ต่อปี..ขยายเป็นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อคนต่อปี ทำให้พ่อแม่ผู้มีรายได้น้อยได้รับสิทธิ์มากขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562 ซึ่งจะเปิดรับลงทะเบียนรอบใหม่ ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นการเพิ่มวงเงินจากเดิมเดือนละ 400 บาท เป็น เดือนละ 600 บาท จะได้รับตั้งแต่อายุ 0-6 ขวบ โดยทาง พม.เปิดให้ลงทะเบียนรับเงินโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดไปแล้วเมื่อวันที่ 31 พ.ค. ถึง 31 ก.ค.2562 และคาดว่าจะมีเด็กเกิดใหม่ได้รับสิทธิ์กว่า 1.5 ล้านคน

เมื่อวันที่ 9 พ.ค.2562 จากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2562 มีมติสนับสนุนเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดตั้งแต่ 0 – 6 ขวบ เดือนละ 600 บาท และขยายฐานรายได้จากเดิม 36,000 บาท เป็นไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562

ติดตามข่าวสารwได้ที่ https://www.springnews.co.th

นายปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า มีผู้ได้รับสิทธิ์ไปแล้ว 600,000 คน คาดว่าการขยายฐานรายได้ครอบครัวจะทำให้มีเด็กได้รับสิทธิ์เพิ่มขึ้นเป็น 1,500,000 คน ใช้งบประมาณ 10,400 ล้านบาท ทั้งนี้ โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด พม.ได้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ยื่นคำร้องขอรับเงินอุดหนุน การตรวจสอบสถานะของผู้มีสิทธิ์ และการติดตามความก้าวหน้ากลุ่มเป้าหมาย โดยผู้มีสิทธิ์ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร ลงทะเบียนยื่นคำร้องได้ที่สำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร ในส่วนภูมิภาคให้ยื่นคำร้องได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เด็กอาศัยอยู่ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด โทร.0-2255-5850-7 ต่อ 121,122,123,147 และ 0 -2651-6534 หรือติดตามที่ Facebook “โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด”

ติดตามข่าวสารwได้ที่ https://www.springnews.co.th

ขณะที่ สปริงนิวส์ ออนไลน์ ได้สอบถามไปยังกลุ่มคุณแม่มือใหม่ เกี่ยวกับโครงการสนับสนุนจากรัฐดังกล่าว โดย รายแรก แม่น้องหนมผิง ที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน กล่าวว่า เพิ่งมีบุตรคนนี้เป็นคนแรก โดยครอบครัวมีรายได้ราวๆ 3แสนบาทต่อปี ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นกับการเลี้ยงดูบุตรตอนนี้ ก็มีค่านม เดือนละราวๆ 3400 บาทค่าผ้าอ้อมเดือนละ 2 ห่อ ห่อละ 1200 บาท ค่าน้ำยาซักผ้าเด็กล้างขวดนมเด็กและค่าสิ่งของจิปาถะอื่นๆเช่น กระดาษชำระ สำลี รวมๆแล้วก็ประมาณ 3000 บาทต่อเดือน นอกนั้นก็จะมีค่าวัคซีน 2เดือนครั้ง ครั้งละประมาณ 3-4 พันบาท ส่วนโครงการเงินสนันสนุนของรัฐเดือนละ 600 บาทนั้นทราบว่ามีโครงการ แต่รายได้เกินคุณสมบัตืที่รัฐตั้งไว้เลยไม่ได้ร่วมโครงการ ซึ่งมองว่าเงินอุดหนุน 600 บาทนี้ สำหรับมารดาที่ให้นมลูกเองอาจจะช่วยลดภาระได้ในระดับหนึ่ง แต่เด็กที่ไม่ได้ทานนมแม่ก็อาจจะช่วยได้น้อย และส่วนตัวอยากให้รัฐสนับสนุนเรื่องค่าคลอดบุตรบ้าง เพราะค่าใช้จ่ายในการคลอดบุตรค่อนข้างแพง โดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชน

ขณะที่คุณแม่น้องเฌอแตม ที่เพิ่งคลอดได้ไม่นานเช่นกัน กล่าวว่าจากรายได้ที่ครอบครัวมีราวๆ 3แสนบาทต่อปี มองว่ายังไม่เพียงพอต่อการดูแลบุตรให้ดีอย่างที่ตั้งใจ ซึ่งมองว่าโครงการเงินสนับสนุน 600 บาทต่อเดือนของรัฐก็อาจจะพอช่วยแบ่งเบาได้บ้าง แต่ยังเป็นเพียงส่วนน้อย ซึ่งอยากให้รัฐเพิ่มสวัสดิการเรื่องค่ารักษาพยาบาลเด็กและเรื่องการศึกษาด้วย

ด้าน แม่น้องบีกิน กล่าวในลักษณะเดียวกันว่ารายไดที่ครอบครัวมียังไม่พอในการดูแลบุตรให้ได้ดีๆ โดยเฉพาะหากมีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นยิ่งเพิ่มค่าใช้จ่ายเข้าไปอีก ส่วนตัวอยากให้รัฐเพิ่มสวัสดิการอาจจะเป็นเงินสนับสนุนที่มากขึ้น หรือช่วยเรื่องการศึกษา ให้เด็กได้มีโอกาสเรียนมากขึ้น และพัฒนาตัวเองได้ดียิ่งขึ้น