เปิดดินแดนขุนส่า “ราชายาเสพติด”

กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชม “อนุสรณ์บ้านขุนส่า” เปิดเรื่องราวในอดีตการตั้งฐานของขุนส่า

อนุสรณ์บ้านขุนส่า หรือที่เรารู้จักกันในนาม “จาง ซี ฟู”  ในหมู่บ้านเทอดไทย (บ้านหินแตก) ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ประชาชนนิยมไปเที่ยว เนื่องจากเป็นสถานที่บ่งบอกถึงการตั้งฐานที่มั่นของขุนส่าที่เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย  โดยหน่วยงานท้องถิ่นและชาวบ้านในพื้นที่พยายามอนุรักษ์เอาไว้ทั้งบ้านพัก ลานรวมพล ศูนย์บัญชาการ รวมไปถึงคุกใต้ดิน โดยจัดทำเป็นลักษณะของพิพิธภัณฑ์ ภายในมีการเก็บข้าวของเครื่องใช้ของขุนส่า และผู้ใกล้ชิด อาวุธโบราณ ภาพถ่าย เรื่องราวการต่อสู้ของขุนส่าเอาไว้

 

สำหรับขุนส่าได้ชื่อว่า เป็นทั้งอดีตวีระบุรุษของชนกลุ่มน้อยในรัฐฉานของประเทศพม่า หรือปัจจุบันคือประเทศเมียนมา โดยหลังเกิดเหตุการณ์ทหารพม่ายึดอำนาจจากรัฐบาลนำโดย อู ออง ซาน และออกปราบปรามชนกลุ่มน้อยต่างๆ ในพม่า รวมถึงยังมีการทำสัญญาปางหลวงกับชนกลุ่มน้อย แต่มีการละเมิดสัญญาจนเกิดการต่อสู้กันอย่างหนักระหว่างรัฐบาลทหารกับชนกลุ่มน้อยต่างๆ ปรากฎว่า ขุนส่าได้รวบรวมไพร่พลในเขตรัฐฉานจัดตั้งเป็นกองทัพเมืองไต ทำการต่อสู้กับรัฐบาลทหารพม่าอย่างหนักหน่วง โดยนอกจากจะตั้งฐานทัพไปทั่วพื้นที่รัฐฉานตรงกันข้าม จ.เชียงราย และ จ.เชียงใหม่ แล้วยังตั้งฐานถาวรที่บ้านหินแตกขุนส่าซึ่งเป็นแนวตะเข็บชายแดนไทย-เมียนมา ตั้งแต่ปี 2507-2525  ขณะเดียวกันขุนส่าถือเป็นราชายาเสพติด ซึ่งในอดีตมีการค้ายาเสพติดทั้งฝิ่นและเฮโรอีนเป็นจำนวนมาก และส่งขายเพื่อใช้เป็นเงินทุนเลี้ยงกองทัพ โดยนำบรรทุกม้าและล้อบรรทุกปะปนมากับคาราวานสินค้าข้ามลำน้ำสายเข้าสู่ประเทศไทย แถบบ้านผาฮี้ ห้วยอื้น บ้านหินแตก

 

กระทั่งปี 2525 รัฐบาลไทยนำกำลังเข้าปราบปรามบุกเข้ายึดพื้นที่ฐานบ้านหินแตกได้สำเร็จ สามารถยึดอาวุธเป็นปืนเอ็ม 16 ปืนยิงจรวดเอ็ม 79 ระเบิดเอ็ม 26 กระสุนปืน  แต่ขุนส่าหลบหนีไปได้และย้ายไปตั้งฐานในเขตรัฐฉานโดยไม่ได้กลับสู่เขตแดนไทยอีกเลย จนกระทั่งสลายกลุ่มกองทัพเมืองไต และขุนส่าเองยอมสวามิภักดิ์กับรัฐบาลพม่าในเวลาต่อมา

ปัจจุปันบ้านหินแตกเป็นถิ่นอาศัยของชาวไทใหญ่ อาข่า ลาหู่ จีนฮ่อ และได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานชื่อหมู่บ้านใหม่เป็น “หมู่บ้านเทอดไทย”