ข่าว

ครูเป็นหนี้ล่ารายชื่อทั่วประเทศ เตรียมฟ้องหลายหน่วยงาน

วันนี้ (19 ตุลาคม 2562) เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมชั้น 3 อาคาร 31 มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา กลุ่มครูยุติธรรมภิวัฒน์นครราชสีมา ได้จัดเสวนาเรื่อง “หนี้สินครู ผลกระโยชน์ทับซ้อนกว่า 4 แสนราย มุ่งสู่ที่พึ่งสุดท้าย ศาลสถิตยุติธรรม” โดยมีผู้บรรยายประกอบไปด้วย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา, นายสมพงษ์ โตสินธพ นักกฎหมาย จ.นครราชสีมา, นายสมคิด หอมเนตร อดีตข้าราชการครู และนายสำคัญ จงโกเย็น ประธานกลุ่มครูยุติธรรมภิวัฒน์แห่งประเทศไทย ดำเนินรายการ ท่ามกลางครู และอดีตข้าราชการครู ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ร่วมฟังการสัมมนากว่า 300 คน

นายสำคัญ จงโกเย็น ประธานกลุ่มครูยุติธรรมภิวัฒน์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากครูผู้เดือดร้อนจากการกู้เงิน ชพค. ได้ร้องทุกข์มาที่กลุ่มครูยุติธรรมภิวัฒน์แห่งประเทศไทย ตนในฐานะเป็นประธานกลุ่มครูยุติธรรมภิวัฒน์แห่งประเทศไทย จึงได้จัดเสวนาเพื่อให้ความรู้แก่กลุ่มครูที่มีความประสงค์จะฟ้องศาลศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบทั้ง 9 ภาค อีกส่วนหนึ่งจะฟ้องศาลคุ้มครองผู้บริโภคด้วย โดยมีประเด็นที่จะฟ้องคือ 1.สัญญาที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากครูผู้กู้ไปแล้วถูกธนาคารหักเงินไปแล้วแต่ไม่ชำระเงินให้กับธนาคารออมสิน ตามเวลาที่กำหนด ทำให้เกิดดอกเบี้ยปรับ ซึ่งคณะครูไม่ทราบเรื่องนี้ 2.จากการกู้เงิน ชพค.ทั่วประเทศ ประมาณ 4 แสนราย มีการเก็บเงินประกันล่วงหน้า 9 ปี โดยโอนเงินให้กับบริษัททิพยประกันภัย สาขาบางกะปิ เป็นเงินจำนวนกว่า 32,000 ล้านบาท แต่ปรากฎว่าทิพยประกันภัยจ่ายเบี้ยประกันวินาศภัยประเภทอุบัติเหตุและสุขภาพเป็นรายปี

ดังนั้นเงินที่ครูที่ไปกองอยู่กว่า 32,000 ล้านนั้น ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจึงน่าจะเป็นเงินดอกเบี้ยของครู ซึ่งครูเข้าใจว่าเป็นเงินประกันชีวิต แต่มาพบทีหลังว่าเป็นเงินประกันอุบัติเหตุและสุขภาพ ที่จะไม่ได้คืนเมื่อครบกำหนดประกัน จึงเป็นสัญญาไม่เป็นไปตามมติ ครม. นอกจากนี้ยังมีกองทุนที่มีการทุจริตจากเงินกู้ของครู 4 แสนรายทั่วประเทศ มีคณะกรรมการ 3 ส่วนที่ครูจะรวบรวมรายชื่อไปฟ้องศาล ประกอบไปด้วย 1.สก.สค.ซึ่งเคยดูแลโครงการนี้ ที่ประสานกับธนาคารออมสิน ให้ครูได้เข้าโครงการกู้เงิน 2.บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้เอาประกัน ซึ่ง DSI ชี้มูลมาแล้วว่าบริษัทประกันภัยฯ น่าจะทำผิดกฎหมาย พร้อมกับได้ยื่นเรื่องให้นายสมชาย แสวงการ ประธานกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนและผู้บริโภค ให้ตรวจสอบว่าเงินประกันดังกล่าวมีการรับรู้รายได้หรือไม่ ถ้ารับรู้รายได้แล้ว บริษัททิพยประกันภัยฯ ได้เสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็น สก.สค. บริษัททิพยประกันภัยฯ และธนาคารออมสิน ล้วนแต่เป็นพนักงานของรัฐทั้งนั้น ถ้าจับได้ว่ากระทำทุจริตจริง ก็จะฟ้องศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมทั้งจะฟ้องศาลคุ้มครองผู้บริโภค เนื่องจากครูผู้กู้เป็นผู้บริโภคและไม่ได้รับความเป็นธรรม ในเรื่องดอกเบี้ยและเงินประกันดังกล่าว

ซึ่งเวทีเสวนา จ.นครราชสีมานี้ ก็จะจัดให้กับครูที่ลงชื่อเตรียมที่จะฟ้อง เพื่อให้ความรู้และยื่นหลักฐานทั้งหมดที่ไปทำมา ไม่ว่าจะเป็นสัญญาเงินกู้ สำเนาสัญญาเงินกู้ หลักฐานการจ่ายเงินประกัน และโดยเฉพาะที่เราไปขอบันทึกกรมธรรม์ ปรากฏว่ามีหลายรายที่ไม่ได้รับกรมธรรม์ เพราะเป็นประกันวินาศภัยอุบัติเหตุและสุขภาพ จึงไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ดังนั้นในเวทีที่ 2 จะไปจัดที่จังหวัดมหาสารคามในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 จะมีครูที่ได้รับความเดือดร้อนจากหลายจังหวัด อาทิ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ขอนแก่น หนองบัวลำภู อุดรธานี และจังหวัดเลย มาฟังการเสวนาและรับเอกสารที่จะฟ้องด้วย พร้อมกับจะยื่นหนังสือให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เพื่อดำเนินการฟ้อง หลังจากนั้นก็จะไปที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี เมื่อเสวนาเสร็จทนายก็จะฟ้องศาลทุจริตและประพฤติมิชอบทั้ง 9 ภาค รวมทั้งฟ้องศาลคุ้มครองผู้บริโภคทุกจังหวัดต่อไป