Alive ข่าว

แต่งเติมสีและจินตนาการสงครามโลกครั้งที่ 1 ไปกับ ปีเตอร์ แจ็คสัน ใน They Shall Not Grow Old

“I gave every part of my youth to do a job” (ผมทุ่มเทช่วงวัยหนุ่มทั้งหมดให้กับหน้าที่) คือคำจากเสียงบรรยายในภาพยนตร์ They Shall Not Grow Old ผลงานล่าสุดของ ปีเตอร์ แจ็คสัน โปรดิวเซอร์และผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง The Lord of the Ring หรือ The Hobbit และ King Kong

ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าถึงเหตุการณ์ในช่วงที่ชายอังกฤษ อาสาไปเป็นทหารรับใช้ชาติในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ยอมทิ้งครอบครัว ทิ้งการศึกษา ทิ้งชีวิตที่สุขสบายเพื่อมาฝึกทหารในค่าย การออกสมรภูมิรบของจริง ความเจ็บ ความเป็น ความตาย ความสุข ความทุกข์ของทหารเหล่านั้น

เนื้อหา They Shall Not Grow Old ไม่แตกต่างไปจากสารคดีสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่มีฉายตามโทรทัศน์ทั่วๆไป ไม่มีบุคคลในสารคดีมาให้สัมภาษณ์ ไม่มีนักวิชาการมาให้ความรู้

แต่ความพิเศษของเรื่องนี้ คือการที่นำเอาฟุตเทจในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 มาแต่งเติมสี เสียง เฟรมเรต และเรื่องราวต่างๆให้ออกมาเป็นหนังเรื่องหนึ่ง การบันทึกภาพเคลื่อนไหวในยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้น ไม่มีกล้องวีดีโอ DSLR แบบในปัจจุบัน จะต้องบันทึกด้วยกล้องถ่ายภาพยนตร์ที่บรรจุฟิล์มขาวดำ ไม่มีแถบบันทึกเสียง มีอัตราส่วนภาพที่เล็กกว่าที่จะฉายในโรงหนังในปัจจุบันได้

แจ็คสันจึงนำฟุตเทจเหล่านั้นมาบูรณะใหม่  แปลงให้เป็นไฟล์ดิจิทัล ปรับอัตราส่วนให้ใหญ่ขึ้น ใส่สีสันและเทคนิคพิเศษบางอย่างลงไปในฟุตเทจ รวมทั้งเสียงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงบรรยากาศ เสียงระเบิด เสียงอาวุธสงคราม ดนตรีประกอบ รวมทั้งเสียงพูดคุยของทหารในฟุตเทจ ที่พากย์ใหม่ให้ใกล้เคียงกับความจริงมากที่สุด

ความพิเศษของ They Shall Not Grow Old ยังไม่หมด แจ็คสันยังได้เติมเสียงประกอบในฟุตเทจ เสียงประกอบที่ว่าคือบทสัมภาษณ์สั้นๆ ที่มาแต่เสียงของทหารในฟุตเทจ แจ็คสันเติมเสียงลงไปเพื่อให้หนังมีเรื่องราว และดูสมจริงมากขึ้น แม้ว่าเสียงเหล่านั้นจะไม่ใช่ของดั้งเดิมก็ตาม แต่มันก็ทำให้ they shall not grow old เป็นมากกว่าสารคดี มันคือวีดีโอที่ถูกบูรณะให้กลับมามีชีวิตจิตใจอีกครั้ง แม้นักวิจารณ์หลายๆท่านต่างแสดงความเห็นว่า นี่คือสารคดีที่มีความจริงและไม่จริงปนอยู่

They shall not grow old  เป็นหนังที่สะท้อนถึงความสำคัญของเทคโนโลยีที่มีต่อวงการภาพยนตร์และสื่อโสตทัศน์มากๆ ไม่ใช่แค่ในแง่ของการบูรณะของเก่าให้เป็นของใหม่ มีกระบวนการผลิตที่ง่ายขึ้น สร้างจินตนาการให้เป็นจริง แต่ยังช่วยให้คนดูมีทางเลือกในการดูหนังได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน ก็มีเทคโนโลยี 3D 4D และ VR เข้ามาช่วยเปิดประสบการณ์ในการดูหนัง

และผู้เขียนยังเชื่อว่า ปีเตอร์ แจ็คสัน จะยังคงนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เจ๋งๆ เข้ามาใช้กับการทำหนังของเขา อย่าง The Hobbit ที่แจ็คสันได้ทำออกมาในรูปแบบ 3D HFR (High Frame Rate) เป็นครั้งแรก ทำให้ The Hobbit ดูสมจริงมากขึ้น และให้คนดูอย่างเราเสียเงินเพื่อรอดูหนังของเขาอย่างแน่นอน ผู้เขียนก็เช่นกัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
-แฟนหนุ่ม เจนนี่ ซัดกลับ พ่อขอ 10 ครั้งให้ทุกครั้งไม่ได้ครั้งเดียวมีปัญหา
-น่ารักทุกคน! ดาราพาเหรดโพสต์ภาพวัยเด็ก ย้อนวันวานเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ
-ดาราแห่เล่น #FaceApp แอพหน้าแก่ แม้สูงวัย แต่…ยังดูดีไม่เปลี่ยน
-ไอจีร้อน “เต๋า ทีวีพูล” ทิ้งบอมบ์ดาราสาว “ส” จ่อโดนรวบ

 

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน