ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกของมาเฟียอันมืดมนใน The Irishman

03 ธ.ค. 2562 เวลา 6:14 น.

ติดตามข่าวสารwได้ที่ https://www.springnews.co.th

“Whatever you need me to do, I’m available.“ (ไม่ว่าคุณจะให้ผมทำอะไร ผมพร้อม) เป็นคำพูดของตัวละครเอกจากภาพยนตร์เรื่อง The Irishman ที่กำลังฉายอยู่ใน Netflix ผลงานล่าสุดของ มาร์ติน สกอร์เซซี่ ผู้กำกับชั้นครูที่มีผลงานหนังขึ้นหิ้งอย่าง Taxi Driver, Goodfellas, Shutter Island, The Wolf of wall street และการกลับมารวมงานกับนักแสดงคู่บุญของสกอร์เซซี่อย่าง โรเบิร์ต เดอนีโร สมทบด้วย อัล ปาชิโน และโจ เพสซิ

The Irishman เล่าถึงชีวิตการเป็นมาเฟียของ แฟรงค์ ชีแรน (รับบทโดย โรเบิร์ต เดอ นีโร) อดีตทหารผ่านศึกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กลับมารับอาชีพเป็นคนขับรถบรรทุกขนส่งเนื้อไปทำสเต็ก และรับอาชีพเป็นมือปืนให้กับกลุ่มมาเฟีย จากการชักชวนของรัสเซล บัฟฟาลีโน (รับบทโดย โจ เพสซี) ผู้นำแก๊งมาเฟียผู้มีอิทธิพลในอเมริกาช่วงยุค 70 และ จิมมี่ ฮอฟฟา (รับบทโดย อัล ปาชิโน) ผู้นำสหภาพแรงงาน ที่เป็นทั้งเจ้านายและเพื่อนรักของแฟรงค์ แฟรงค์สามารถทำทุกอย่างที่เพื่อนทั้ง 2 ร้องขอมา ถึงแม้ว่ามันจะสร้างแผลในใจให้กับแฟรงค์และครอบครัวไปตลอดกาล แต่แล้วทั้ง 3 คนต้องเข้าไปพัวพันกับภารกิจที่มีผลกระทบทั้งการเมือง สังคมอเมริกัน และวงการมาเฟีย ส่งผลให้ความสัมพันธ์ของแฟรงค์ รัสเซล และ บัฟฟาลิโน อาจจะต้องจบลง

The Irishman ออกฉายแบบจำกัดโรงก่อนที่จะฉายลงใน Netflix ผู้ชมและนักวิจารณ์ส่วนใหญ่ชื่นชมกับหนังเรื่องนี้เป็นอย่างมาก รวมถึงผู้เขียนด้วย นักวิจารณ์บางคนยกหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดีที่สุดของปี 2019 เลยก็ว่าได้ และ The Irishman ยังทำให้แฟนๆหนังที่ชื่นชอบผลงานของ มาร์ติน สกอร์เซซี่ และชื่นชอบหนังมาเฟียได้หายคิดถึง เหมือนที่สกอร์เซซี่เคยทำไว้ในหนังเรื่อง Goodfellas หนังมาเฟียหักเหลี่ยมเฉือนคมที่ทำให้โจ เพสซิ คว้ารางวัลนักแสดงสบทบชายยอดเยี่ยมบนเวที Oscar มาแล้ว

The Irishman มีเนื้อเรื่องที่ชวนติดตามโดยเล่าผ่านตัวละครแฟรงค์ในช่วงขาลงของชีวิต ตั้งแต่รับอาชีพคนขับรถบรรทุกถึงช่วงชีวิตที่มีชื่อเสียงและอำนาจ ปมของตัวละครที่มีความน่าสนใจ อย่าง ความไว้เนื้อเชื่อใจ ความซื่อสัตย์ การทรยศหักหลังของตัวละคร ทำให้คนดูอดสงสัยไม่ได้ว่าตัวละครในเรื่องนั้น ไม่มีใครน่าไว้ใจ ไม่มีใครเป็นมิตรและศัตรูที่ชัดเจน การแสดงของ เดอ นีโร, ปาชิโน และ เพสซิ ทำให้คนดูเข้าถึงอารมณ์ของความเป็นผู้มีอิทธิพลในแวดวงธุรกิจดำมืดในอเมริกายุคนั้น จนบางทีรู้สึกว่าทั้ง 3 คนนั้นเป็นมาเฟียจริงๆ  สไตล์การถ่ายทำของสกอร์เซซี่ยังคงรูปแบบเดียวกันกับเรื่องอื่นๆที่คนดูคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นการให้ตัวละครพูดกับคนดู การใช้เสียงบรรยาย การถ่ายทำโดยใช้ดอลลี่รวมถึงการใช้เพลงประกอบแต่ละฉากได้เหมาะสมและเข้ากับอารมณ์ของตัวละครอย่างมาก

มาร์ติน สกอร์เซซี่ ถือเป็นผู้กำกับชั้นนำอีกหนึ่งคน ที่มาร่วมงานกับ Netflix ในการทำ Netflix original film ซึ่งก่อนหน้านี้มี อัลฟองซัว กัวรอง ในหนังเรื่อง Roma ที่ไปคว้ารางวัลสิงโตทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสมาครอง ถือได้ว่า Netflix เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ในการผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ ที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาในการรับชม และความยาวของคอนเทนต์ จึงทำให้สกอร์เซซี่ ทำหนังเรื่องนี้โดยมีความยาวถึง 209 นาที หรือเกือบ 3 ชั่วโมงครึ่ง

The Irishman อาจจะเป็นหนังมาเฟียที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมในการดูหนังของยุคนี้ เพราะในช่วงที่บรรดาสตูดิโอคนทำหนังและคนดูให้ความสนใจกับหนังแนวซุปเปอร์ฮีโร่ หนังแอ็คชั่นไซไฟเป็นส่วนใหญ่ น้อยนักที่จะมีหนังมาเฟียที่มีเนื้อหาหักเหลี่ยมเฉือนคม แถมดูสนุกออกมาให้เราได้รับชมกัน

นักดูหนังที่เป็นคนรุ่นใหม่หลายๆคนอาจจะไม่คุ้นชินกับหนังแนวๆนี้สักเท่าไหร่ แต่ถ้าใครอยากดูหนังที่มีความเป็นศิลปะในการเล่าเรื่อง ศิลปะในการถ่ายทำ ศิลปะการแสดง ภาพยนตร์ The Irishman ก็เป็นหนังที่ทำจากผู้กำกับที่มีศิลปะและหัวใจในการทำหนังคนหนึ่งของวงการ