Marvel Studio เลือกผู้กำกับอย่างไร ให้หนังดูสนุกและประสบความสำเร็จ

16 ก.ย. 2020 เวลา 5:55 น.

Marvel Studio สตูดิโอผู้สร้างจักรวาลมาร์เวลที่ประสบความสำเร็จตลอดระยะเวลา 12 ปี พวกเขามีวิธีเลือกผู้กำกับอย่างไร ถึงทำให้หนังของจักรวาลมาร์เวล ประสบความสำเร็จแทบจะทุกๆ เรื่อง

คงไม่มีใครไม่รู้จักจักรวาลมาร์เวล จักรวาลหนังซุปเปอร์ฮีโร่จาก Marvel Comic ที่ก่อตัวขึ้นและมีเนื้อเรื่องที่เชื่อมโยงกัน จนเกิดเป็นจักวาลหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ทำให้เรารู้จักตัวการ์ตูนอย่าง Iron Man , Captain America , Thor , Black Panther , Ant-man , Guardian of the Galaxy และอีกมากมาย โดยปัจจุบัน ในจักรวาล Marvel มีหนังทั้งหมด 23 เรื่อง (ยังไม่รวมหนังสั้น ซีรี่ส์ที่ขยายจักรวาล และหนังที่กำลังจะเข้าฉายในอนาคตอย่าง Black Widow , Eternal , Blade 

ทั้งหมดนี้ล้วนทำให้เราสงสัยกันว่า ทำไมจักรวาลมาร์เวลถึงประสบความสำเร็จทางด้านรายได้ คำวิจารณ์ที่ดี รวมถึงทำให้เหล่าแฟนบอย พร้อมที่จะจ่ายเงินเพื่อดูหนังและติดตามจักรวาลมาร์เวลนี้ตลอดไป 

เมื่อก่อนหน้านี้ ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ที่อิตาลี ได้จัดงานประกาศรางวัลภาพยนตร์ที่เข้าฉายในเทศกาลนี้ ประจำปี 2020 ซึ่งแน่นอนว่า งานนี้จัดแบบ New Normal แน่นอน อาจจะไม่ได้เชิญเหล่า Celebrity มาร่วมงานมากนัก ซึ่งในช่วงที่ประกาศรางวัล รางวัลสิงโตทองคำ คือรางวัลที่ใหญ่ที่สุดตกเป็นของภาพยนตร์เรื่อง "Nomadland" ที่กำกับและโปรดิวเซอร์โดย โคลอี้ เจา ผู้กำกับหนังอินดี้ ที่ชื่อเสียงอาจจะไม่ได้ดังมากนัก แต่ถัดจากหนังเรื่องนี้ โคลอี้จะได้ร่วมงานกับ มาร์เวลโดยรับหน้าที่เป็นผู้กำกับหนังเรื่อง "Eternals" หนังเรื่องใหม่ของจักรวาลมาร์เวลที่จะเข้าฉายในปี 2021 นี้ 

ยิ่งทำให้เราสงสัยว่า ทำไมมาร์เวล ถึงเลือกโคลอี้มาทำหนังให้มาร์เวล แม้เธอจะไม่ได้มีประสบการณ์ทำหนังใหญ่มากก่อน

เท่าที่ผู้เขียนวิเคราะห์มา พบว่าหลักในการเลือกผู้กำกับหนังของจักรวาลมาร์เวล ที่มี เควิน ไฟจ์ โปรดิวเซอร์ที่กุมบังเหียนจักรวาลนี้อยู่ มีวิธีการเลือกผู้กำกับดังนี้

1. ต้องเป็นผู้กำกับที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน

เนื่องจากว่า ผู้กำกับที่ไม่มีประสบการณ์ทำหนังฮีโร่มาก่อน จะไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางหนังในจักรวาลได้ ถึงแม้ว่าหนังแต่ละเรื่องของจักรวาลมาร์เวล จะมีความแตกต่างกันบ้าง แต่ทุกเรื่องจะต้องมีปมเรื่อง เนื้อเรื่อง และตัวละครมาเชื่อมต่อกัน ทำให้ต้องหาผู้กำกับที่ไม่มีประสบการณ์มาร่วมงาน เพื่อไม่ให้หนังเปลี่ยนทิศทางไปในแบบที่ทาง Marvel วางเอาไว้ (เคยมีผู้กำกับชื่อดังเคยจะร่วมงานกับ Marvel แต่สุดท้ายต้องถอนตัวเพราะความเห็นไม่ตรงกัน) จะเห็นได้ว่าผู้กำกับหนังจะมาจากสายหนังอินดี้ด้วยซ้ำ อย่าง โคลอี้ เจา ผู้กำกับ Eternals โดยมีหนังรางวัลการันตีอย่าง Nomadland จอน วอตส์ ผู้กำกับ Spider-man Homecoming และ Spider-man Far From Home ที่เคยทำหนังอย่าง Cop Car , เคต ชอร์ตแลนด์ ผู้กำกับ Black Widow ที่เคยทำหนังเรื่อง Berlin Syndrome และอีกมากมาย 

2. ต้องเป็นผู้กำกับที่มาจากผลงานหลากหลายแนว

นอกจากการเลือกผู้กำกับหนังอินดี้สายรางวัล หรือผู้กำกับโนเนมแล้ว มาร์เวลยังเลือกผู้กำกับจากหลากหลายแนวอีกด้วย อย่างเช่น ไทกา ไวทีที ผู้กำกับ Thor Ragnarok ที่เคยมีผลงานอย่างหนังตลกจากนิวซีแลนด์เรื่อง What We Do In The Shadow , สก็อตต์ เดอร์ริกสัน ผู้กำกับ Doctor Strange ที่เคยมีผลงานหนังสยองขวัญอย่าง Sinister ทั้ง 2 ภาค และ ไรอัน คูเกลอร์ ผู้กำกับ Black Panther ที่เคยมีผลงานหนังดราม่านักมวยสุดเข้มข้นอย่าง Creed ซึ่งในส่วนนี้มาร์เวลจะเลือกสไตล์ของผู้กำกับเพื่อให้เข้ากับหนังเรื่องนั้นๆ เช่น สก็อตต์ เดอร์ริกสัน ถนัดหนังสยองขวัญ ก็ให้ไปกำกับ Doctor Strange เพราะธีมหนังค่อนข้างลึกลับและเต็มไปด้วยเวทมนต์ เป็นต้น

3. ต้องเป็นผู้กำกับที่ไม่มีความเป็นเฉพาะตัวสูงมากนัก 

ในบรรดาผู้กำกับ จะมีผู้กำกับที่สามารถทำหนังแนวไหนก็ได้ ประเภทใดก็ได้ หนังตลาด หนังอินดี้ทำได้หมด อาจจะพอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง อย่างเช่น เชน แบล็ก ผู้กำกับ Iron man 3 ที่เคยมีผลงานอย่าง The Nice guys , The Predator เจมส์ กันน์ ผู้กำกับ Guardian of the Galaxy vol.1 และ vol.2 ที่เคยมีผลงานสยองขวัญตลกร้ายอย่าง Slither และ Dawn of the Dead เพย์ตัน รีด ผู้กำกับ Ant-man และ Ant-man and The Wasp ที่เคยมีผลงานหนังตลกอย่าง Yes Man ที่นำแสดงโดย จิม แคร์รี่ ซึ่งจะเห็นว่า การเลือกผู้กำกับที่อาจจะไม่มีแนวเฉพาะตัว สามารถทำหนังตามคำสั่ง และไปตามทิศทางของจักรวาลมาร์เวลได้ ลองให้คริสโตเฟอร์ โนแลน มาทำสิ ไม่อยากจะนึกเลย 555

ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางที่ผู้เขียนวิเคราะห์ความเป็นไปได้ว่า การเลทอกผู้กำกับ คือหนึ่งในกุญแจสำคัญของการทำให้หนังในจักรวาลประสบความสำเร็จ ซึ่งผู้เขียนอาจจะวิเคราะห์ถูก หรือวิเคราะห์ผิด ก็สุดแล้วแต่ผู้อ่านจะพิจารณา แต่ในแง่ของการทำหนัง Marvel ค่อนข้างเปิดโอกาสให้ผู้กำกับที่เป็นคนรุ่นใหม่ ไม่มีชื่อเสียงมากนัก ได้มีโอกาสเฉิดฉายในวงการอุสาหกรรมภาพยนตร์ และทำให้พวหเขามีโอกาสที่จะเติบโตในอุสาหกรรมหนังแห่งนี้ได้อย่างแน่นอน