ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. โชว์วิสัยทัศน์เวทีเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าของกรุง

14 พ.ค. 2565 เวลา 5:36 น. 69

จากผลสำรวจประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่คนกรุงเทพฯ ต้องการให้เร่งแก้ไข 3 อันดับแรก คือ มลพิษทางอากาศ ปัญหาขยะและการเพิ่มพื้นที่สีเขียว จึงได้มีการเปิดเวทีแสดงวิสัยทัศน์ของ 4 ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ร่วมดีเบตแนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. โชว์วิสัยทัศน์เวทีเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าของกรุง

สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ร่วมกับองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) จับมือชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม เปิดเวทีเสวนา "Greener and Livable Bangkokโชว์วิสัยทัศน์เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าของกรุงเทพฯ" เผยผลสำรวจประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่คนกรุงเทพฯ ต้องการให้เร่งแก้ไข 3 อันดับแรก ได้แก่ มลพิษทางอากาศ (PM2.5) ปัญหาขยะ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว

ดร.วิจารย์  สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) และเลขาธิการองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) เปิดเผยว่า จากการที่สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน จัดทำแบบสอบถามรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนเกี่ยวกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพฯ พบว่าประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ประชาชนทั่วไปในกรุงเทพฯ ให้ความสนใจเป็นอันดับแรกๆ ในการพิจารณาตัดสินใจเลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.

ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. โชว์วิสัยทัศน์เวทีเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าของกรุง

โดยผลการสำรวจพบว่าประชาชนมองว่าปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพฯ ที่ผู้ว่าฯ กทม. ควรเร่งแก้ไข 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับที่ 1 มลพิษทางอากาศ (PM 2.5) 39.2% อันดับที่ 2 ขยะ 34.2% และอันดับที่ 3 พื้นที่สีเขียว 8.1% ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนต้องการให้แก้ไขเร่งด่วนเป็นปัญหาที่อยู่รอบตัว และต้องการให้แก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงควรเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการช่วยจัดการสิ่งแวดล้อมให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนในกรุงเทพฯ มีสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น มีสุขภาพแข็งแรง รวมถึงเป็นการยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของประชาชน

เนื้อหาที่น่าสนใจ :

นายฐิติพันธ์  พัฒนมงคล ประธานชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมมักถูกจัดลำดับไว้ท้าย ๆ ในนโยบายหาเสียง ไม่ว่าเลือกตั้งสนามเล็กหรือสนามใหญ่ ทั้งที่ปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและรายจ่าย  โดยที่ผ่านมานักการเมืองมักให้ความสำคัญกับปัญหาปากท้องเป็นอันดับหนึ่งซึ่งคงไม่ใช่เรื่องผิด เพียงแต่ผู้สมัครและผู้ที่มีสิทธิลงคะแนนอาจจะมองข้ามว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมก็เชื่อมโยงกับเงินในกระเป๋าโดยตรงด้วยเช่นกัน ปัญหารถติดที่ก่อให้เกิดมลพิษในอากาศ ทำให้เราต้องเสียเงินค่าน้ำมันที่ถูกเผาผลาญทิ้งไปเกินความจำเป็น และยังสร้างปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ทำให้ประชาชนป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ สุดท้ายหน่วยงานรัฐต้องเสียงบประมาณมากมายในการดูแลรักษา หลายปีที่ผ่านมา เราต้องเสียเงินในกระเป๋าเพื่อใช้การรักษาโรค ดูแลปัญหาสุขภาพที่เกิดจากปัญหาสิ่งแวดล้อม ดังนั้นนโยบายสิ่งแวดล้อมของนักการเมืองและพรรคการเมืองต่าง ๆ ควรมีผลสำคัญต่อการตัดสินใจ และช่วยกันติดตามว่านำมาปฏิบัติจริงหรือไม่

ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. โชว์วิสัยทัศน์เวทีเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าของกรุง

ดร.วิโรจน์ ลักขณาอดิศร 

ดร.วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 1 สังกัดพรรคก้าวไกล กล่าวว่า การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ต้องเริ่มจากการกวดขันโรงงานอุตสาหกรรมและกำหนดค่ามาตรฐานให้ตรงตามหลักสากล รวมทั้งฝุ่นควันที่มาจากรถบรรทุกเครื่องยนต์ดีเซลในพื้นที่กรุงเทพฯ ควรกำหนดเวลาในการปลอดมลพิษ No Emission Zone หรือ No Emission Time เพื่อลดการปล่อยมลพิษ และการเผาในพื้นที่โล่งของจังหวัดใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ เพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับปัญหาขยะที่ต้องดำเนินการเร่งด่วน คือ ปรับปรุงจุดทิ้งขยะ จุดคัดแยกขยะ และจัดเก็บขยะให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ปรับปรุงวิธีคิดการจัดเก็บค่าธรรมเนียมขยะที่เป็นธรรมกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างแรงจูงใจในการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหา โดยหากผู้ประกอบการรายใหญ่ช่วยคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางจะสามารถนำไปใช้ลดหย่อนค่าธรรมเนียมการจัดเก็บขยะได้ รวมทั้งปรับปรุงโรงกำจัดขยะและโรงไฟฟ้าขยะให้เป็นตัวอย่างที่ดีและได้มาตรฐานสากลเพื่อแปรรูปขยะเป็นพลังงานเชื้อเพลิง ซึ่งจะลดการฝังกลบขยะจาก 80% เหลือเพียง 30% ปัญหาน้ำเสียต้องเร่งก่อสร้างโรงระบบบำบัดที่กำลังดำเนินการอยู่ให้เสร็จโดยเร็ว และต้องจัดเก็บค่าธรรมเนียม

การบำบัดน้ำเสียที่เป็นธรรมกับทุกภาคส่วนมาใช้ในการสร้างและวางระบบบำบัดน้ำเสียให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น การวางท่อระบบระบายน้ำเสียใหม่ที่เป็นการแยกระหว่างท่อน้ำทิ้งกับท่อที่ใช้ระบายน้ำฝนเพื่อแยกน้ำทิ้งออกจากน้ำฝน ลดปริมาณน้ำที่จะเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสียทำให้ระบบบำบัดทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเปิดโอกาสให้แต่ละชุมชนนำงบประมาณที่ได้รับจัดสรรไปใช้ในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาน้ำเสียของชุมชน ส่วนพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพฯ ควรต้องมีตัวชี้วัดนอกเหนือจากพื้นที่ต่อคน โดยเพิ่มการวัดในมิติของจำนวนคนที่มาใช้ประโยชน์พื้นที่สีเขียวและต้องมีพื้นที่สีเขียวในทุก ๆ เขต และเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ถือครองที่ดินในกรุงเทพฯ ที่ต้องการลดหย่อนภาษีที่ดิน โดยการให้สิทธิ์ กทม. เข้าไปบริหารจัดการให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่ทุกสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่สีเขียวอย่างเท่าเทียม และเรื่อง FAR Bonus ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสูงในกรุงเทพฯ จะต้องกำหนดให้มีพื้นที่สีเขียวภายในอาคาร

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

ด้าน ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 4 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหา PM2.5 สิ่งที่จะดำเนินการทันที คือ การเพิ่มจุดตรวจวัด PM2.5 อย่างน้อยจำนวน 2,000 จุดทั่วกรุงเทพฯ พร้อมแสดงผลค่าการตรวจวัดฝุ่น PM2.5 ให้ประชาชนได้รับทราบเพื่อป้องกันตัวเอง รวมถึงผู้ว่าฯ กทม. จะนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และดำเนินการแก้ไขจากต้นตอของปัญหา ควบคุมบริเวณไซต์งานก่อสร้างให้มีมาตรฐานและแผนระยะยาวคือ การสร้างให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองตัวอย่างโดยลดปริมาณรถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลและหันมาเพิ่มปริมาณรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้มากขึ้น สนับสนุนการปรับเปลี่ยนรถเมล์เป็นรถพลังงานไฟฟ้า ส่วนปัญหาขยะต้องมีการปฏิรูปการณ์จัดเก็บขยะตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง โดยในส่วนของต้นทางขยะ กทม. จะต้องเข้าไปให้ถึงพื้นที่และเพิ่มความถี่ของรอบการจัดเก็บขยะให้มากขึ้น และปลายทางขยะ กทม. จะต้องจัดทำให้เป็นระบบปิด ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น เพื่อไม่ให้ประชาชนในพื้นที่โดยรอบโรงจัดเก็บขยะได้รับผลกระทบ

สำหรับการแก้ไขปัญหาน้ำเสียในคูคลอง แก้ไขได้ด้วยการนำน้ำดีมาไล่น้ำเสีย โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการระบบการเปิด-ปิดประตูน้ำอัตโนมัติ ให้สอดคล้องกับการขึ้น-ลงของแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งจะทำให้น้ำมีการหมุนเวียนตลอดสามารถช่วยลดปัญหาน้ำเน่าเสียได้ และส่วนของน้ำเสียต้องผ่านการบำบัดน้ำก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ โดยเริ่มจากการทำระบบให้น้ำเสียจากชุมชนสามารถไปให้ถึงโรงบำบัดน้ำเสียของ กทม. ได้ เพื่อทำให้โรงบำบัดน้ำทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ในขณะที่การดูแลพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะของ กทม. มี 3 ขั้น ขั้นแรก คือ การปรับปรุงพื้นที่สีเขียวที่มีอยู่แล้วให้มีคุณภาพมากขึ้น

ขั้นที่ 2 พื้นที่ว่างเปล่าหลายพื้นที่ จัดสรรนำมาใช้ประโยชน์และส่งเสริมให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนเข้าถึงได้และปลอดภัย และขั้นที่ 3 พื้นที่ของเอกชน จะส่งเสริมให้เปิดพื้นที่สีเขียวและทุกคนเข้าถึงได้ ทาง กทม. จะช่วยลดหย่อนค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงสถานที่ราชการของ กทม. จะเปิดให้เป็นพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนเข้าไปใช้ประโยชน์ได้

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง

ส่วน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 6 ในนามอิสระ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ต้องดำเนินการ 3 มาตรการ ได้แก่ 1. รับรู้ การสร้างระบบตรวจสอบฝุ่นแบบอัจฉริยะและรายงาน พร้อมแสดงผลการตรวจวัดค่าฝุ่นให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลก่อนล่วงหน้า 2. รับมือ การปรับเวลาการทำงานให้เหลื่อมเวลากันเพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัด และในช่วงสถานการณ์วิกฤตอาจจะให้มีการหยุดการเรียนการสอนที่โรงเรียน รวมทั้งส่งเสริมการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ การเพิ่มจำนวนพาหนะสาธารณะให้ใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น และเน้นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ได้ตามมาตรฐานของ WHO และ 3. ร่วมมือ ผนึกกำลังกับทุกภาคส่วนในการช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม

 

การแก้ไขปัญหาขยะอย่างเป็นระบบต้องเริ่มแก้ไขตั้งแต่ต้นทาง ด้วยการคัดแยกจากครัวเรือนและชุมชน และกลางทางด้วยการบริหารวิธีการคัดแยกขยะแต่ละประเภทเพื่อให้ขยะมีเส้นทางการจัดการที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อลดปริมาณขยะไปสู่การฝังกลบ ส่วนปลายทาง ด้วยการนำขยะที่เหลือการคัดแยกนำเข้าสู่โรงงานกำจัดขยะเพื่อแปรรูปขยะไปเป็นพลังงานไฟฟ้า สำหรับปัญหาน้ำเสียของกรุงเทพฯ สามารถแก้ไขได้โดยการขุดลอกคูคลองและทำระบบเพื่อบริหารจัดการแยกเอาน้ำดีออกจากน้ำเสีย รวมถึงการเพิ่มจำนวนโรงงานบำบัดน้ำเสียของกรุงเทพฯ ให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่ ส่วนแนวทางการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ได้ตามมาตรฐานWHO คือ การเพิ่ม 3 สวน 2 ป่า ได้แก่ สวนสาธารณะ สวนชุมชน สวนชุมชนในเมือง ป่าในเมือง และป่าชายเลน พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจและสิทธิประโยชน์แก่ภาคเอกชน โดยการให้ FAR Bonus สำหรับการก่อสร้างอาคารสูง และกำหนดพระราชบัญญัติผังเมืองฉบับใหม่ เพื่อให้มีพื้นที่ในการปลูกป่าและเพิ่มพื้นที่สีเขียวมากขึ้น

รสนา โตสิตระกูล

นางสาวรสนา โตสิตระกูล ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 7 ในนามอิสระ กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 สามารถแก้ไขปัญหาได้โดยการส่งเสริมการคมนาคมขนส่งทางระบบรางให้มากขึ้น พร้อมทั้งเร่งปรับเปลี่ยนรถยนต์โดยสารสาธารณะของกทม. ให้เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้มากขึ้น และมีการออกมาตรการที่กวดขันการตรวจสอบรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษควันดำอย่างจริงจัง ในขณะที่ปัญหาขยะซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่สำคัญของกรุงเทพฯ ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง โดยต้นทางจะต้องส่งเสริมและสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนคัดแยกขยะอย่างถูกต้องเพราะขยะแต่ละประเภทมีวิธีจัดการที่แตกต่างกัน หากสามารถคัดแยกขยะได้ตั้งแต่ต้นทางจะทำให้ลดปริมาณขยะที่จะเข้าสู่การฝังกลบ และยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนที่มีการคัดแยกขยะอีกด้วย ในส่วนของขยะที่ไม่สามารถแยกหรือนำมารีไซเคิลได้ ทาง กทม. จะประสานไปยังภาคีเครือข่ายที่ต้องการรับขยะเหล่านี้ไปใช้ในโรงไฟฟ้าเพื่อผลิตเป็นพลังงานเชื้อเพลิง

ส่วนการบำบัดน้ำเสียต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทาง โดย กทม. จะมีการกระจายงบประมาณและภารกิจไปให้กับแต่ละเขตเพื่อช่วยผลักดันและสนับสนุนในการสร้างจิตสำนึกของประชาชนในพื้นที่ให้ช่วยกันบำบัดน้ำเสียตั้งแต่ในครัวเรือน ก่อนจะทิ้งน้ำลงสู่สาธารณะ ในขณะที่การเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ได้ตามค่ามาตรฐานสากลนั้น กทม. จะกระจายงบประมาณและภารกิจไปให้กับแต่ละเขต ในการช่วยขยายพื้นที่สีเขียวในแต่ละเขตให้เพิ่มมากขึ้นและประชาชนในทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงได้และสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่สีเขียวเพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน รวมถึงความร่วมมือกับทุกภาคส่วนของสังคมในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพฯ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด