ธุรกิจไทยไปตลาดโลกได้ไหม ESG คืออะไร ทำไมธุรกิจยุคใหม่ต้องมี

By Sutheemon Kumkoom

|
24 เม.ย. 2565 เวลา 10:24 น. 272

ESG สิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจรุ่นใหม่ที่มีไฟอยากให้ธุรกิจยั่งยืนและสู่สากลโลก แต่ก่อนจะไปถึงต้องนั้น Springnews มาบอกเคล็ดลับ อยากนำธุรกิจสู่ตลาดโลกต้องมี ESG ว่าแต่มันคืออะไรนะ?

เมื่อโลกหันมาหวนหาความเขียวมากขึ้น กระแสรักโลกเริ่มมาแรงไม่ว่าจะด้านใดก็ตามของสังคม อาทิ ธุรกิจ การศึกษา การสื่อสาร การอุปโภคบริโภค หรืออีกมากมาย ล้วนเกี่ยวข้องกับการใช้ทรพยากรทุนทรัพย์ทั้งสิ้น จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หากธุรกิจใดๆก็ตามในปัจจุบันและในวันข้างหน้าไม่ปรับตัวให้เขียวตามกระแสโลก ธุรกิจนั้นไปไม่รอดในโลกของการแข่งขันดุเดือดนี้แน่นอน ดังนั้นพระเอกของเรื่องนี้ที่จะเป็นโมเดลให้ธุรกิจของคุณฝ่าฝันอุปสรรคทั้งหมดไปได้ จึงมีชื่อว่า ESG

ว่าแต่ ESG คืออะไร? สำคัญอย่างไร? ถ้าธุรกิจไม่เขียวไปไม่รอดจริงเหรอ? เราลองมาทำความเข้าใจไปพร้อมกันเลยกับบทสัมภาษณ์อาจารย์ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมมายาวนานและเข้าใจโลกคู่ขนานของธุรกิจที่เคยเป็นอริกับสิ่งแวดล้อม

ESG คืออะไร?

ESG ย่อมาจาก Environmental, Social และ Governance

E - Environmental แน่นอนว่าทุกธุรกิจ ทุกบริษัทมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติแน่นอน แต่จะทำอย่างไรให้การใช้ทรัพยากรเหล่านั้นคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากที่สุด รวมไปถึงมีส่วนร่วมในการรักษาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากธุรกิจของเราด้วย นั่นก็คือความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมนั่นเอง

S - Social บริษัทของคุณมีการบริหารทรัพยากรบุคคลในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพและเท่าเทียมหรือเปล่า การคำนึงถึงสภาพแวดล้อมการทำงาน สุขภาพทางร่างกายและจิตใจ รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับชุมชนโดยรอบนั้น ถือเป็นสิ่งที่บริษัทของคุณควรมี

G -Governance คุณดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสหรือเปล่า มีนโยบายต่อต้านการทุจริตที่เข้มแข็ง ให้ผลประโยชน์ที่เป็นธรรมแก่เพื่อนร่วมทุนหรือไม่ นี่คือบรรษัทภิบาล

ทั้ง 3 สิ่งที่กล่าวมานี้คือแนวคิดที่สำคัญที่นักลงทุนจากทั่วโลกกำลังจับตาร่วมทุนอยู่ หากองค์กรของคุณมี 3 สิ่งนี้อย่างมั่นคงและสม่ำเสมอล่ะก็องค์กรของคุณนั้นยั่งยืนแน่นอน และสามารถเป็นโมเดลที่จะนำคุณเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้ งั้นเรามาลองดูความเห็นของอ.ธรณ์ ผู้ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมมานานว่า ESG จะมาช่วยให้ธุรกิจไทยไปไกลระดับสากลได้หรือไม่อย่างไร

มองว่าธุรกิจที่นำแนวทางของ ESG มาใช้ตรงจุดหรือเปล่า?

3 เรื่องนี้มันก็มีอยู่ในประเทศไทยมากนานมากแล้ว เพราะฉะนั้นปัญหาสำคัญก็คือว่า ที่ผ่านมาเราทำ ESG เราทำในลักษณะของ CSR มากกว่า เช่น องค์กรธุรกิจเข้าไปสนับสนุน ไปปลูกป่าชายเลนนิดๆหน่อยๆ ไปเก็บขยะ เป็นอีเวนต์หรืออะไรประมาณนี้ หรือชาวบ้านมาร่วมด้วยนิดๆหน่อยๆ ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา 20-30 ปี มันเป็นแบบนี้มาตลอด แต่เราพบว่ามันไม่พอเป็นอย่างยิ่ง ไม่พอในเรื่องของโลกร้อน ไม่พอทั้งในเรื่องของสิ่งแวดล้อม เช่น ขยะ ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ไม่พอทั้งในเรื่องของการผลักดันที่ชัดเจน

เพราะฉะนั้นในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาโลกมีความเปลี่ยนแปลง เราจึงต้องการให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง เช่น บริษัทต่างๆอาจจะผลิตของที่ใช้วัสดุพลาสติกแล้วเป็นขยะในทะเล เค้าบอกว่าค้าผลิตอย่างเดียว ซึ่งแค่นั้นมันไม่พอแล้ว ตอนนี้กลายเป็นว่าต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่คุณผลิต และจำหน่ายด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

หรือแม้กระทั่งบริษัทใหญ่ๆที่ผลิตนี่นั่นแล้วปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นไปบนฟ้า ส่งผลกระทบเป็นโลกร้อน สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คน ซึ่งปัญหาก็คือผู้คนได้รับความเดือดร้อน ปรับตัวไม่ค่อยได้ ช่วยตัวเองไม่ค่อยได้ทั่วไปคือชาวบ้าน ขณะที่บริษัทใหญ่ๆก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมากมาย ยังไปต่อได้ เพราะฉะนั้นกระแสโลกตอนนี้กลายเป็นว่า ความรับผิดชอบมีสูงขึ้น มันก็เลยเป็นความรับผิดชอบทางกลไกธุรกิจที่นำมาบีบ

ดังนั้นบริษัทใหญ่ๆจะต้องเข้าไปร่วมกับสังคม ชาวบ้าน ชุมชนท้องถิ่น และอื่นๆอีกมาก รวมทั้งภาครัฐเพื่อเข้ามาร่วมกันที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เรียกว่า การลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม มากกว่า เป็นกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม มันจะแตกต่างกันอย่างมากครับ แล้วตรงนี้ ESG ก็เข้ามามีบทบาทอย่างชัดเจน

คิดว่าตัวมาตรฐานของ ESG สามารถช่วยสิ่งแวดล้อม ช่วยโลก ช่วยธุรกิจ ได้ไหม

คือมาตรฐานต่างๆเรามีกันมาเยอะแยะมากมาย เรามีทั้ง ISO อะไรต่างๆผ่านเวลามามากมายเยอะแยะแล้ว มาตรฐานเหล่านี้มันเป็นไกด์ไลน์ ที่บริษัทเอาไว้เช็ค ว่าครบแล้วนะ ไม่ว่าจะเป็น CG ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม มันก็เป็นเหมือนกัน มาตรฐาน Corruptions มาตรฐานการดูแล ทุกอย่างเหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นมันขึ้นอยู่กับการนำ เราจะทำอะไร เราจะทำให้ได้มาตรฐาน

แต่ไม่ได้หมายความเราทำตามครบทุกข้อแล้วจบงาน มันต้องไปไกลมากกว่าที่เราทำในข้อนั้นๆ เพราะฉะนั้นต้องปรับตัวไปเรื่อย ๆ ขณะที่มาตรฐาน ESG ก็จะมีการปรับเพิ่มความเข้มงวดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อยู่แล้ว เป็นเรื่องปกติครับ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดถามว่า ESG จะมาช่วยได้ไหม คำตอบก็คือ ช่วยได้ แต่ช่วยได้มากน้อยแคไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าคนที่นำ ESG ไปใช้จะจริงจังกับ ESG แค่ไหน

ที่สำคัญที่สุดก็คือว่า ESG มันเป็นแค่เครื่องมือ ผมทำงานมาตลอด ผมบอกได้เลย หลายต่อหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีด้วย มันเป็นเครื่องมือ มันไม่ใช่ผลลัพธ์ แต่หลายต่อหลายคนเข้าใจผิดว่ากรอกจบเท่ากับผลลัพธ์ มันไม่ใช่ มันเป็นแค่เรื่องมือ หนึ่งในเครื่องมือกับรูปแบบต่าง ๆ ที่จะนำพาให้องค์ ไปข้างหน้าเพื่อให้เท่าทันกระแสโลก ซึ่งตอนนี้กรีนกันสุดๆ

หลายๆบริษัทในปัจจุบันเท่าที่เราสังเกตก็จะเริ่มมีการจัดแคมเปญอนุรักษ์มากขึ้นแล้วกว่าแต่ก่อนเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยน Packaging ของตัวเองให้ย่อยสลายง่าย รักษ์โลกหรือทำแคมเปญไปปล่อยเต่าทะเล อนุรักษ์ปลูกป่า คิดว่าอย่างนี้เป็นสัญญาณที่ดีของธุรกิจที่จะเริ่มใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อมไหม

ผมเห็นชัดนะครับว่ามีความใส่ใจ เพียงแต่ว่าถ้าเกิดเราดู OUT PUT นะครับ ในเป็นตัวเล็กๆ สิ่งที่เราต้องเปลี่ยนตั้งแต่ต้นคือ Strategy จริงๆถ้าเกิดจะเปลี่ยนองค์กรจริงๆเนี่ย ต้องเริ่มจาก CG ซึ่งก็คือ ESG ก็วนกองๆกันอยู่ในนั้น Cooperate Governance ซึ่งจากนั้นก็จะมาที่กลยุทธ์องค์กร องค์กรใหญ่ๆจะมีฝ่านกลยุทธ์องค์กรอยู่แล้ว เมื่อไหร่ที่เราเอากลยุทธ์ในเรื่องของสีเขียวเข้าไปอยู่ในกลยุทธ์จากนั้น กลยุทธ์ก็ต้องศึกษาข้อมูลรอบด้านเลยว่า บริษันู่นทำอะไร บริษัทนี้ทำอะไร โลกเรามีกฎระเบียบไหนออกมาใหม่ไหม

จากนั้นเราก็จัดกรอบ เพื่อทำแผนงานในแต่ละเรื่อง พอทำแผนงานในแต่ละเรื่องเสร็จ แผนงานก็จะออกมา เช่น Tier 1 ทำเฉพาะในบริษัทเราก่อน เอาให้ลดก๊าซเรือนกระจกในบริษัทเราให้เป็น 0 Tier 2 เกี่ยวกับคู่ค้าของเรา เราจะทำงานร่วมกับคู่ค้าที่เป็นสายกรีนเท่านั้น เสร็จแล้วก็ Tier 3 ลงไปที่ OUT PUT Product ของเราที่ออกไปเราต้องทำให้คนที่ซื้อผลิตภัณฑ์ของเรา ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา รู้สึกว่าเค้ามีส่วนช่วยในเรื่องของสิ่งแวดล้อม

เพราะฉะนั้นหากเรายังมัวแต่ทำ ESG ในลักษณะของการทำ CSR นานทีปีนึงไปปลูกป่า พนักงานพาไปปลูกป่า อันนั้นเมื่อ 20 ปีที่แล้วครับ สำหรับผมมันเป็น CSR ธรรมดา ไม่ใช่ มันต้องแยกกันระหว่าง ESG กับ CSR คนละเรื่องกัน มันต้องเข้าไปสู่กลยุทธ์เพื่อให้องค์กรเป็นสีเขียว

ถ้าหลายๆธุรกิจเริ่มคำนึกถึง ESG มากขึ้น เดาว่าในอนาคตหลายๆบริษัทจะเริ่มแข่งขันกันทำมาตรฐาน ESG ร้อนแรงมากขึ้นไหม

แน่นอนฮะ ESG เป็นเครื่องมือ แต่ที่สำคัญมากกว่านั้นคือเงิน บริษัทไหนในโลกนี้ก็จะคิดถึงเงิน คิดถึงสิ่งแวดล้อมใช่ แต่จะคิดถึงเงิน เงินเนี่ยสำคัญตรงที่ว่า ถ้าคุณไม่เขียว คุณก็ไม่มีเงิน เพราะในปัจจุบันมีทั้ง Green Born มีทั้งคู่ค้าสีเขียว มีอื่นๆอีกเยอะแยะ และบริษัทคุณยังใช้พลังงานฟอสซิล คือซื้อถ่านหินมาปั่นไฟฟ้าใช้ในนิคม แล้วคุณคิดเหรอว่าบริษัทใหญ่ๆอย่าง G7 เค้าจะมาร่วม

หรือแม้กระทั่งคนที่จะมาร่วมทุนกับคุณ คุณรวยพอที่จะทำคนเดียวเหรอ คุณก็ไม่รวยพอ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเค้าร่วมทุนกับคุณ ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งก็เป็นกันเยอะแยะแล้วตอนนี้ ก็คือเค้าจะดูว่าคุณเขียวไหม ไม่ใช่คุณเทาหรือดำ แล้วยังจะมาลากเค้าไปดำหรือเทา แค่นี้คุณก็เจ๊งแล้ว กลไกทางเศรษฐกิจ กลไกทางธุรกิจมันจะบังคับคุณให้คุณไปทางสีเขียวโดยอัตโนมัติ แต่ ESG เป็นเครื่องมือที่จะชี้วัดว่า คุณเขียวได้แค่ไหน คุณจะไปเขียวกว่านั้นได้ไหม เพื่อที่จะเอาไปใช้ในการที่จะดึงดูดหรือเข้าถึงแหล่งลงทุน ซึ่งทั้งโลกตอนนี้แทบจะกลายเป็นสีเชียวปี๋กันอยู่แล้ว

ส่วนใหญ่ ESG มักจะอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่ แล้วถ้ามองในมุมธุรกิจขนาดเล็กกับขนาดกลางที่มีการแข่งขันกับตลาดใหญ่แบบนี้ อาจารย์คิดว่า อนาคตเค้าจะไปถึงระดับ ESG กับบริษัทใหญ่ได้ไหม

พูดตามตรงว่าถ้าไปไม่ได้ก็เจ๊ง เพราะผมมั่นใจ ผมก็ดูเพื่อนผมที่อยู่บริษัทใหญ่เยอะแยะ ทุกคนก็กำลังสร้างมาตรฐานสีเชียวของตนเอง แล้วไอ้บริษัทเล็กๆก็ต้องขึ้น Supply ให้บริษัทใหญ่อยู่ดี บริษัทใหญ่มี Supply chain มหาศาล ถ้า Supply Chain ไม่เขียว บริษัทใหญ่บอกว่าเขียว แล้วบริษัทใหญ่เค้าจะไปได้ยังไง เค้าก็ไปไม่ได้ เค้าก็ต้องไปหา Supply Chain ที่มันสีเขียว เพราะฉะนั้นมันก็คือการบีบในรูปแบบของพีระมิด หัวเขียวคว่ำ ข้างล่างก็ต้องเขียว ถ้าไม่เขียวก็ต้องกระเด็นออกไป คนที่เขียวกว่าก็เข้ามาแทน

ปกติเราพูดกันถึงว่า เราต้องลดต้นทุนให้ต่ำที่สุด แต่โลก ณ วันนี้กำลังพูดถึง เขียวให้มากที่สุด ซึ่งก็แค่นั้น กลไกทางธุรกิจมันก็จะพาไป ขณะที่ ESG ก็จะเป็นแนวทาง ผมจะซื้อของจาก Supply ขนาดกลาง ผมก็จะถามเขาว่า ไหนเอามาดูสิ ESG คุณเป็นยังไง เอามาให้ดู เค้าก็เอามาให้ดู ถ้าเค้าไม่มี ก็โทษทีนะฮะ กติกาของบริษัทเราเขียนไว้ชัดเจน ว่าอย่างแรกสุดจะมีคู่ค้ากับบริษัทที่มี ESG และมีผลลัพธ์ที่สามารถตรวจสอบได้ แค่นี้ก็จบแล้ว ถ้าไม่อยากทำก็ตามสบาย ก็ไม่มีใครจ้างคุณก็เท่านั้น

คิดว่าเกณฑ์ของ ESG ข้อไหนที่ยังขาดหรือว่ายังมีข้อบกพร่องตรงไหนที่ทำให้ชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อมอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

มันเป็นเครื่องมือนะครับ เครื่องมือทุกอย่างก็มีข้อบกพร่องไม่มีเครื่องมือไหนเพอร์เฟคตั้งแต่ต้น รถรุ่นแรกที่ออกมาก็ต้องมีการเจ๊งไป ซ่อมแซม ออก Minor Change มาเพื่อปรับปรุงข้อบกพร่อง ทุกอย่างในโลกนี้มันก็เป็นอย่างนั้น ESG เนี่ยพูดถึงแนวทาง คอนเซปต์ การนำไปข้างหน้า โอเคนั่นก็ใช่ เพียงแต่ว่าทุกอย่างทันเปลี่ยนแปลงไปในโลก แนวทางของ ESG ก็ต้องมีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับกระแสโลก

สิ่งสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ คือเรื่องของธรรมชาติหรือ Environment มันไม่ใช่ของมนุษย์ ใครจะประชุมอะไร จะมีเอกสารอะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น แต่ถ้าเกิดปีนี้มี Super Hurricane 10 ลูกพุ่งชนเข้าที่อเมริกา มี Super Heatwave 5 ครั้งทะลวงเข้าที่ยุโรป คนตายเป็นหมื่น ทุกอย่างเปลี่ยนได้ในพริบตา ถึงได้บอกว่าเรื่อง Environment เนี่ยมันนอกเหนือการควบคุมของมนุษย์ และมนุษย์ก็จะตื่นตระหนก เร่งความเขียวให้หนักขึ้น

เมื่อเกิดภัยพิบัติอย่างถี่ยิบเกินคาดการณ์ ตู้มเดียว GDP เจ๊งไปไม่รู้กี่พันกี่หมื่นล้านเหรียญ และปัญหาก็คือโลกมันกำลังร้นขึ้นอย่างทวีคูณ ภัยพิบัติรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว มันเห็นชัด เพราะฉะนั้นถ้าให้ทำนายแนวโน้ม มันมีแต่แรงกับแรง กระแสโลกยิ่งแรงขึ้นเรื่อย ๆ ESG ก็ต้องยิ่งมีการปรับความเข้มงวดให้ทันกับกระแสที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ESG เป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่มันก็ต้องมีปรับปรุงตามสถานการณ์โลก ซึ่งผมมั่นใจว่าความเขียวจะมีมากขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

ข่าวที่น่าสนใจ