ขายที่ดิน ‘AQ’ ยกล็อต! รวม 4 พันไร่ นัดแรก 6 มิ.ย. / กรุงไทยยึดเพิ่มอีก 2 แปลง

‘แบงก์กรุงไทย’ เดินหน้าขายทอดตลาดที่ดินหลักประกัน ‘เอคิว’ หลังศาลฎีกาฯ ยกเลิกคำสั่งงดบังคับคดี เผย ราคาประเมินเฉียด 9 พันล้านบาท เหตุยึดเพิ่มอีก 2 แปลง มูลค่ากว่า 92 ล้านบาท … ‘วงใน’ ระบุ เบื้องต้น กรมบังคับคดีจะเปิดประมูลนัดแรก 6 มิ.ย.

หลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ยกเลิกคำสั่งเมื่อวันที่ 5 มี.ค. ที่ผ่านมา ให้งดการบังคับคดีตามรายงานกระบวนการพิจารณาที่ นายวิโรจน์ นวลแข ได้ยื่นคำร้อง หลังจากพิจารณาแล้วเห็นว่า ราคาประเมินที่ดินได้มีคณะกรรมการประเมินราคาที่ถูกต้องตามระเบียบแล้ว และกรณีราคาประเมินของกรมธนารักษ์ไม่จำเป็นต้องทบทวนและแก้ไข เพราะไม่ใช่สาระสำคัญหลัก เพราะเป็นเพียงการประเมินราคาในเบื้องแรก ตามความเห็นของเจ้าพนักงานเท่านั้น

พร้อมแนะนำให้ผู้ร้องเสนอผู้ซื้อเข้ามาสู้ราคาในราคาที่สูงกว่าราคาประเมินของกรมธนารักษ์ ที่ไม่ใช่หลักเกณฑ์ตายตัว ที่ผูกมัดผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการบังคับคดี หรือ การขายทอดตลาด ซึ่งจะต้องให้เป็นไปตามการสู้ราคา จึงส่งผลให้ธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นธนาคารเจ้าหนี้ที่ยึดทรัพย์ที่เป็นหลักประกันจาก บริษัท เอคิว เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือเดิมชื่อ บมจ.กฤษดามหานคร สามารถเดินหน้าการขายทอดตลาดที่ดินหลักประกันจำนวน 215 แปลงนั้น

แหล่งข่าวจากกรมบังคับคดี เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงกระบวนการต่อไป ว่า ธนาคารกรุงไทยในฐานะเจ้าหนี้ ผู้เป็นโจทก์ จะเป็นผู้ดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินหลักประกันต่อไป ซึ่งเบื้องต้น จะกำหนดขายทอดตลาดตลาดนัดแรกในวันที่ 6 มิ.ย. 2561

โดยกระบวนการในการขายทอดตลาดครั้งต่อไป เจ้าพนักงานบังคับคดีจะประกาศขายรวมที่ดินที่ยึดเพิ่มอีก 2 แปลง นอกจากหลักประกันเดิม ซึ่งเป็นที่ดินกว่า 4,323 ไร่เศษ ตั้งอยู่ถนนบางนา-ตราด กม.32.5 (ทางหลวงหมายเลข 34 ถนนกรุงเทพฯ-ชลบุรีสายใหม่ (มอเตอร์เวย์)) ทั้งนี้ ที่ดินหลักประกันที่จะขายทอดตลาดครั้งต่อไป รวม 4,337 ไร่เศษ ราคาประเมินรวมกว่า 8,950.78 ล้านบาทเศษ ซึ่งราคาที่เพิ่มขึ้นจากที่ผ่านมา เนื่องจากได้รวมราคาประเมินที่ดินยึดเพิ่มอีก 2 แปลงแล้ว ซึ่งที่ดินยึดเพิ่มอีก 2 แปลง มีราคาประเมินกว่า 92.51 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การขายทอดตลาดที่ดินหลักประกันดังกล่าว เป็นการดำเนินการพร้อมกันในคดี 3 คดี เนื่องจากที่ดินหลักประกันแต่ละแปลงตั้งอยู่บนพื้นที่เดียวกัน หากแยกออกมาขายทอดตลาดแปลงใดแปลงหนึ่งจะส่งผลต่อมูลค่า หรือ ราคาประเมินที่ดินหลักประกันแต่ละแปลง

สำหรับ 3 คดีดังกล่าว ประกอบด้วย
1.คดีศาลล้มละลายกลาง หมายเลขแดงที่ ล.1249/2555 บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท เค เอ็ม ซี อาร์คิเทค แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด โดยนายพงษ์ศักดิ์ เปี่ยมวิมล ผู้ชำระบัญชี และบริษัท เค แอนด์ วี เอสอาร์ การ์เด้นโฮม จำกัด
2.คดีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับพวกรวม 27 คน
3.คดีศาลแพ่ง โดย บริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) ฟ้อง บริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี่ อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด และบริษัท อาร์เค โปรเฟสชั่นนัล จำกัด

ทั้งนี้ คดีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับพวก 27 คน ในคดีธนาคารกรุงไทยอนุมัติเงินกู้แก่บริษัทในเครือ ‘กฤษดามหานคร’ (KMC ก่อนเปลี่ยนเป็น AQ) ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, ความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การ หรือ หน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502, ความผิด พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505, ความผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และความผิด พ.ร.บ.บริษัท มหาชน จำกัด พ.ศ. 2535

ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาให้ บมจ.กฤษดามหานคร (KMC) ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น AQ, บริษัท โกลเด้น อินดัสเทรียล เทคโนโลยีฯ และบริษัท เคแอนด์วีเอส อาร์เอส การ์เด้นโฮม จำกัด ทั้ง 3 บริษัท ร่วมกันคืนเงินจำนวน 10,004 ล้านบาทเศษ แก่ธนาคารกรุงไทย ผู้เสียหายจากการอนุมัติเงินกู้ให้กลุ่มกฤษดามหานคร 3 กรณี คือ

1.การอนุมัติสินเชื่อให้ บริษัท อาร์เค โปรเฟสชั่นนัล จำกัด จำนวนเงิน 500 ล้านบาท
2.การอนุมัติสินเชื่อให้ บริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด วงเงิน 9,900 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นวงเงินไฟแนนซ์ 8,000 ล้านบาท วงเงินซื้อที่ดินเพิ่ม 500 ล้านบาท และวงเงินพัฒนาโครงการ 1,400 ล้านบาท
3.การอนุมัติขายหุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพของ บมจ.กฤษดามหานคร ให้กับ บริษัท แกรนด์ คอมพิวเตอร์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด จำนวน 1,185,735,380 บาท

 

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,347 วันที่ 11-14 มี.ค. 2561 หน้า 24

 

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : ฐานเศรษฐกิจ