
SHORT CUT
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผย สหรัฐฯ จะได้ผลประโยชน์ เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกอิหร่านปิดกั้นการเดินเรือ
ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบของความขัดแย้งที่จุดฉนวนสงครามระหว่าง สหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งนำไปสู่การปิดกั้นการเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก เพื่อสร้างผลกระทบด้านเศรษฐกิจและพลังงาน กดดันให้สหรัฐฯ ต้องยอมจบสงครามโดยเร็ว
แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจต่อปัญหานี้เท่าไหร่นัก เมื่อเขาได้โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัว (Truth Social) ระบุว่า “สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก ดังนั้นเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น เราจะได้กำไรมหาศาล”
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ย้ำว่า สิ่งที่เขาสนใจและสำคัญยิ่งกว่านั้น คือ "การหยุดยั้งจักรวรรดิชั่วร้ายอย่างอิหร่าน ไม่ให้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ที่จะนำไปสู่ทำลายตะวันออกกลางหรือทำลายโลกทั้งใบ"
ประโยคที่น่าตกใจของทรัมป์ ยังเกิดขึ้นหลังราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ซึ่งเป็นดัชนีมาตรฐานสากล ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 4.7 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ประมาณ 98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันพฤหัสบดี หลังจากที่ราคาพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์เป็นครั้งที่สองนับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการทางทหารเมื่อ 12 วันก่อน
เมื่อเย็นวันพุธ ทรัมป์ยังกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือแคบๆ ระหว่างอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมาน และยังเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณหนึ่งในห้าของโลกนั้น 'อยู่ในสภาพดี' แม้ว่าจะถูกปิดมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นความขัดแย้งเมื่อต้นเดือนนี้ก็ตาม
“ช่องแคบอยู่ในสภาพที่ดีเยี่ยม เราทำลายเรือของพวกเขาทั้งหมดแล้ว พวกเขามีขีปนาวุธอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก ผมคิดว่าเราอยู่ในสถานการณ์ที่ดีมาก”
ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคริส ไรท์ ให้สัมภาษณ์ยอมรับถึงราคาพลังงานที่สูงขึ้น แต่อ้างว่าสหรัฐฯ กำลังลดทอนศักยภาพของอิหร่านในการคุกคามกองกำลังอเมริกันและประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น ทุกคนจึงต้องยอมเจ็บปวดในระยะสั้นเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว