คลุกวงในการเมืองไทย คอลัมน์

“ยิงพระ 2 ศพ” หลายพรรคเกาะกระแส ถล่มรัฐเก็บแต้ม

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เหตุการณ์บุกยิงถล่มวัดรัตนานุภาพ ที่โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี น.นราธิวาส จนพระมรณภาพถึง 2 รูป และบาดเจ็บอีก 2 รูป ถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่สะท้อนถึงวิธีการที่โหดเหี้ยม อำมหิต และการใช้ความรุนแรงกับเป้าหมายที่อ่อนแอกว่า

จึงปรากฎปฏิกริยาตอบโต้ ทั้งจากภาครัฐ ฝ่ายความมั่นคง องค์กรและหน่วยงานด้านสันติสุข ประชาชนในพื้นที่ รวมทั้ง สำนักจุฬาราชมนตรี ที่ออกแถลงการณ์เระบุเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม และละเมิดหลักธรรมคำสอนทุกศาสนา

ด้วยข้อเท็จจริงในพื้นที่ ชาวไทยพุทธและมุสลิมต่างอยู่ด้วยกัน และพึ่งพาอาศัยกันมาช้านาน แต่ปฏิบัติของกลุ่มคนร้ายครั้งนี้ ต้องการจุดไฟความเคียดแค้นให้เกิดขึ้นระหว่าง 2 ศาสนิก

จึงเป็นเรื่องสำคัญที่หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ต้องรีบทำความเข้าใจในเรื่องนี้กับประชาชน เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

และยุคสมัยโลกโซเชียลครองเมืองในปัจจุบัน มักมีการแชร์ข้อมูล ความเห็น และการกระตุ้นให้ผู้คนคล้อยตาม โดยใส่ข้อมูลที่เป็นเท็จ หรือประเด็นที่ไวต่อการปลุกเร้าความรู้สึกชิงชังโกรธแค้น อย่างที่เคยเกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องศาสนา ที่มีแชร์กระหน่ำ ในช่วงปิดล้อมวัดพระธรรมกาย หาตัวพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสและกรณีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง โดยพยายามกล่าวอ้างว่าศาสนาอื่นอยู่เบื้องหลัง ทั้งที่ไม่มีข้อมูลความเป็นจริง

เหตุการณ์ความรุนแรงครั้งนี้ ยังมีพรรคการเมืองหลายพรรคเข้าผสมโรง หยิบยกข้ออ้างความหละหลวมโจมตีรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคง ตามกระแสความร้อนแรงของข่าว

ด้านหนึ่งเป็นการชี้ช่องโหว่ และหวังเรียกร้องให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องพิจารณาหาทางอุดรอยรั่วเพื่อแก้ไขป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก แต่อีกด้านหนึ่ง ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มุ่งหวังคะแนนเสียงในการเลือกตั้งส.ส.ที่กำลังจะมีขึ้น

อย่างไรก็ตาม การจะแยกแยะพรรคการเมืองใดอยู่ในกลุ่มไหนนั้น ทำได้ไม่ยาก โดยดูจากนโยบายของพรรคเรื่องแก้ไขปัญหาความไม่สงบสุขในชายแดนภาคใต้ ซึ่งหลายพรรคการเมืองมีระบุไว้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องคำนึงถึงการเดินหน้าปฏิบัติอย่างจริงจังตามนโยบายที่กำหนดไว้ด้วย ไม่ใช่มีไว้เพียงเพื่อให้ดูดีเท่านั้น

ศ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักวิชาการด้านสันติวิธี ม.ธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระที่วัดรัตนานุภาพ ถือเป็นความรุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นกับพระสงฆ์ในรอบ 15 ปี รุนแรงกว่าปี 2547 ซึ่งมีการปล้นปืนที่กองพันพัฒนาที่ 4 จังหวัดนราธิวาส มีการสังหารพระสงฆ์ในพื้นที่เกิดขึ้น แต่ครั้งนี้ การสูญเสีย พระครูสว่าง หรือพระครูประโชติรัตนานุรักษ์ เป็นสิ่งที่น่าหดหู่และน่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะเท่ากับสะพานเชื่อมในพื้นที่ของ 2 ศาสนิกถูกทำลายลงแล้ว พระครูสว่างคือบุคคลากรที่มีบทบาทสูงมากในด้านเสริมสร้างความสมานฉันท์และสันติสุขในพื้นที่ เพราะเป็นคนพื้นถิ่น รู้จักและเป็นที่ยอมรับของผู้คน รวมทั้ง ยังสามารถพูดภาษามลายูได้อีกด้วย

ศ.ชัยวัฒน์ ยังแสดงความเป็นห่วงสถานการณ์นับจากนี้ไป ทั้งฝากข้อคิดในช่วงท้ายว่า อยากให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงเป้าหมายที่พระครูสว่างคาดหวังไว้ คือมองเป็นแสงธรรมดวงประทีปสำหรับส่องทางสว่างต่อไป แทนการมองเป็นรอยเลือดแห่งความชิงชัง

บาดแผลจากความรุนแรงครั้งนี้ คงต้องใช้เวลายาวนาน สำหรับการประสานเยียวยา

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน