Alive lifestyle ข่าว

As It Was “อย่าให้ไอ้ชั่วที่ไหนมาทำให้คุณรู้สึกแย่”

บางอย่างเปลี่ยนไป แต่ตัวตนยังคงเดิม สำรวจชีวิต Liam Gallagher ในสารคดี “As It Was”

ต้องแนะนำผู้อ่านก่อนว่า ผู้เขียนเอง ไม่ได้เป็นแฟนเพลงของ เลียม กัลลาเกอร์ แต่เคยได้ฟังผลงานเพลงของเขามาบ้างเล็กน้อย และพอทราบเรื่องราวของเลียมมาบ้างจากข่าวคราวที่เกิดขึ้นและสารคดีที่เคยนำเสนอเรื่องราวของเลียมอย่าง Oasis : Supersonic  แต่ As It Was เป็นสารคดีที่เล่าถึงเส้นทางสายดนตรีของ เลียม กัลลาเกอร์ ชายผู้ที่คนทั่วโลกนิยามเขาว่า เป็นคนมีศักยภาพคนหนึ่งในวงการเพลง ที่ปากจัด ก้าวร้าว และมีความมั่นใจในตัวเองสูง

สำหรับผู้อ่านที่ไม่รู้จักว่าใครคือ เลียม กัลลาเกอร์ เขาคืออดีตฟร้อนแมนวง Oasis วงอัลเทอร์เนทีฟที่โด่งดังในช่วงยุค 90 ร่วมกับพี่ชายของเลียมที่ชื่อโนเอล กัลลาเกอร์ ทำให้วง Oasis เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก โดยมีเพลงดังอย่าง “Wonderwall” “Don’t look back in anger” “Live forever” และอีกมากมาย

เดือนสิงหาคม ปี 2009 โนเอล ได้ประกาศลาออกจากวง Oasis อย่างเป็นทางการ เนื่องจากปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างเขากับเลียมที่รุนแรงและค้างคา วงไม่สามารถไปต่อได้ ทำให้ Oasis จบลง ณ ตอนนั้น และเป็นคือจุดเริ่มต้นของสารคดี As It Was

หลังจากวง Oasis ต้องปิดตัวลง เลียมและสมาชิกที่เหลือยังทำวงต่อภายใต้ชื่อ “Beady Eye” แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร พร้อมทั้งปัญหาต่างๆภายในวง จึงทำให้วง Beady Eye ยุบไปในปี 2014 เลียมจึงต้องเจอกับบททดสอบของชีวิตอีกครั้ง 4 ปีกับการหยุดชะงักในวงการเพลงที่ไม่มีวง Oasis ไม่มีวง Beady Eye ไม่มีเวทีให้เขาขึ้นไปร้องเพลงอย่างที่เคยเป็น และไม่มีพี่ชายอย่างโนเอลที่คอยเป็นหัวใจสำคัญในการทำเพลงของเขาอีกต่อไป ทำให้ผู้คนต่างคาดเดาไปต่างๆนานาว่า ชีวิตของเลียมจะไปรอดหรือไม่ เขาจะกลายเป็นอดีตร็อคสตาร์ที่ติดเหล้าเมายาไปวันๆหรือเปล่า

สารคดีเรื่องนี้เล่าไทม์ไลน์ได้ค่อนข้างน่าประทับใจ ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันของเลียม ราวกับมานั่งเล่าสู่กันฟังให้กับผู้ชมในโรงหนังเลยก็ว่าได้ และจุดที่น่าประทับใจคือจุดเปลี่ยนของเลียมเอง ที่ได้กลายเป็นเลียมคนใหม่ ที่แม้ว่าจะยังปากจัด ใช้วาจาโจมตีพี่ชายของเขาเหมือนเดิม แต่ก็สนใจครอบครัวมากขึ้น มีภรรยาที่ให้กำลังใจ ออกกำลังกาย รวมถึงการทุ่มเทให้กับผลงานเพลง โดยการกลับมาทำอัลบั้มเดี่ยว โดยที่ไม่รู้ว่าอัลบั้มนี้จะกลับมาประสบความสำเร็จหรือไม่  เลียมออกทัวร์คอนเสิร์ต และโปรโมทผลงานเพลงตามที่ต่างๆ จนได้ไปเล่นคอนเสิร์ตในเทศกาลดนตรีที่ยิ่งใหญ่ของโลกอย่าง Glastonbury ซึ่งหนังสามารถถ่ายทอดความรู้สึกและบรรยากาศในตอนนั้นได้อย่างน่าประทับใจ จนทำให้รู้สึกว่าเลียมโตขึ้นแล้วจริงๆ บางอย่างอาจจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่ความตั้งอกตั้งใจในการสร้างสรรค์ผลงานเพลงยังเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน

สิ่งสำคัญที่สุดของสารคดีเรื่องนี้ นอกจากเรื่องราวของเลียมที่น่าสนใจแล้ว ต้องยอมรับว่า สารคดีเรื่องนี้สามารถใช้ฟุตเทจได้คุ้มค่าและเล่าได้อย่างละเอียดตามไทม์ไลน์ของหนัง ตั้งแต่เขาทำวง Oasis ไปจนทำอัลบั้มเดี่ยว มีภรรยา มีลูก มีครอบครัวที่สมบูรณ์ ผู้เขียนคิดว่าเหล่าคนดังควรหาตากล้องคู่ใจ บันทึกทุกช่วงเวลาของชีวิตไว้ แล้วเอามาทำเป็นสารคดีเหมือที่เลียมทำ มันคงน่าสนใจไม่ใช่น้อย

เพิ่มเราเป็นเพื่อน ข่าว ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ทุกวัน @springnews
เพิ่มเพื่อน

สารคดีเรื่องนี้คงไม่ได้เป็นสารคดีที่ทำให้คนดูเพลิดเพลินกับเรื่องราวของเลียมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสารคดีที่กำลังสื่อสารกับคนดูว่า ถ้าเรารักในสิ่งใด ควรทุ่มเทและทำให้เต็มที่กับมันมากๆ ตราบใดที่ยังมีชีวิต และอย่าให้ใครมาดูถูกชีวิตของเรา เหมือนกับประโยคหนึ่งในสารคดี ที่เลียมพูดว่า “อย่าให้ไอ้ชาติชั่วที่ไหนมาทำให้คุณรู้สึกแย่”