ข่าว

เปิดมุมมอง “บี ทูตสื่อวิญญาณ” อยู่สังคมไทยไม่เชื่ออย่าลบหลู่จริงหรือ?

“บี เสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล” หรือ “บี ทูตสื่อวิญญาณ” อดีตคือผู้ที่เคยรับจ้างสื่อสารกับวิญญาณ โดยมีจุดเริ่มต้นการสื่อสารกับดวงวิญญาณตั้งแต่เด็ก เมื่อขึ้นโตมาจึงทำให้เส้นทางชีวิตของ “บี ทูตสื่อวิญญาณ” เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ช่วยเหลือดวงวิญญาณด้วยการสื่อสารมาแล้วทั่วโลก แต่วันหนึ่งชีวิตก็เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญเขาเลือกหันหลังทิ้งรายได้มหาศาลที่ได้จากการเป็นผู้สื่อวิญญาณ มาทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคม “วัดพระบาทน้ำพุ” พร้อมกับต้องการนำประสบการณ์โลกหลังความตายมาตีแผ่ เพื่อหวังเปิดมุมมองให้คนไทยอยู่ความเชื่ออย่างพอดี

มองความเชื่อคนไทยในมุมคนสื่อวิญญาณได้เป็นยังไง?

“คนไทยน่ารักเพราะคนไทยเราชอบทุกอย่างใครให้อะไรมาเรารับหมด ศาสนาอะไร เทพอะไร ทั้งพราหมณ์ ฮินดู พุทธ คริสต์ อิสลาม เอาหมด เรารู้สึกว่าเรามีศาสนาไทยที่น่ารักดีมันกลายเป็นว่าคนภายนอก เขาก็จะมองว่าคนไทยงมงาย เชื่อไปหมด ใครบอกอะไรก็เชื่อ เชื่อไว้ก่อนและจะชอบมีคำพูดว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ยิ่งถ้าคนโบราณก้าวขาไหนออกจากบ้านก่อน วันนี้วันอะไร อะไรทักทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเราจะเชื่อทุกอย่าง บางบ้านที่ทั้งศาลเจ้าจีน ศาลพระภูมิของพราหมณ์  มีพระ มีเทพเจ้า เทพเจ้าเราจะมีทุกศาสนาทุกอย่างเราเชื่อหมดโดยที่เราบอกว่าอันนี้คือพุทธ จนเริ่มมาลามที่ตัวเราก็จะใส่ทุกสิ่งที่อย่างใครบอกอะไรดี แพงขนาดไหน เราก็หามา”

คิดอย่างไรกับคำว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่ในสังคมไทย?

“จริงๆ ถ้าเราเชื่อตามหลักพุทธศาสนา พระพุทธองค์มีหลักความเชื่อคือ กาลามสูตร บอกไม่เชื่อคุณต้องถาม ไม่เชื่อคุณต้องหาคำตอบ และอย่าเชื่อแม้กระทั่งพระพุทธองค์บอกเอง คุณต้องหาคำตอบก่อน ถ้าหาคำตอบแล้วมันใช่ค่อยว่ากัน ถ้าไม่ใช่เราไม่จำเป็นต้องเชื่อตามใครก็ไม่รู้ที่เขาบอกว่า เขาว่ากันว่าคือมันไม่ใช่”

คำว่าไม่เชื่ออย่างลบหลู่ มีข้อดีและข้อเสียอย่างไรในสังคมไทย?

“ข้อดีคือสังคมไทยจะมีชนชั้นเราก็ให้ความเคารพผู้ใหญ่ อยู่ในกาลเทศะ มีการยกมือไว้ผู้ใหญ่ให้ความเคารพผู้สูงอายุมากกว่าก็เป็นเรื่องที่ดี  ส่วนที่ไม่ดีเราก็จะมีความงมงาย เชื่ออะไรที่เขาบอกมา ผู้ใหญ่เขาว่ามายังไงก็เชื่อโดยที่ไม่ได้ไตร่ตรองอะไร บางทีมันก็ไม่เกิดปัญญา มันก็ไม่รู้จะเชื่อไปทำไม มันออกจะไร้สาระนิดนึง”

ความเชื่อที่พอดีควรเป็นอย่างไร?

“จริงๆ ต้องบอกว่าอยู่ดี ๆ มนุษย์เกิดมาเราไม่มีทางจะรู้ได้เองว่าเราควรเชื่ออะไรไม่เชื่ออะไรต้องมีไอดอล ต้องมีศาสนา เพราะฉะนั้นเราหาไอดอลซักคนที่มันดูโอเค แล้วเราก็ลองที่จะเชื่อและปฏิบัติตามเขาในแบบที่ถูกที่ควร ถ้าเราบอกว่าเราเป็นพุทธเราต้องเชื่อแบบพุทธจริง ๆ มั้ย ไม่ใช่เชื่อพุทธบวกพราหมณ์  แล้วเราก็ลองทำดูก่อนถ้าทำแล้วมันเวิร์คไม่เวิร์คค่อยว่ากัน”

เป็นผู้สื่อสารวิญญาณได้อะไรบ้างกับความเชื่อของคน?

“รู้สึกสะใจที่เราสมารถทำอะไรอย่างนี้ได้ มันหลอกลวงคนได้ ต่อให้มันมีจริงเราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ให้ใครรู้เพราะคนพอเวลาเขาฟังเขาจะเริ่มคล้อยตาม เรามีหลักในการพูด เราก็จะเริ่มหลอกเขาได้ หลอกขายของได้ หลอกเอาเงินเขาได้ ซึ่งมันก็เป็นความสะใจในแบบเด็กๆ  แต่พอเวลาเราเห็นมันคือความสนุกมันไม่ใช่ความสุขยอมบอกตรงๆ ไม่ได้สร้างภาพให้มันดูดี

ไม่รู้ว่าเป็นความโชคดีหรือโชคร้ายเราเคยสัมผัสเรื่องพวกนี้เยอะ เราก็เลยพอรู้ในสิ่งที่มันไม่ดี เราก็อยากจะเอาสิ่งนี้ตีแผ่ ให้คนในสังคมที่เขาเปิดใจ ต่อให้มันมี เราไม่ได้บอกว่ามันไม่มี มีแล้วไง มีแล้วเอาไปใช้อะไร แล้วในเกิดปัญญาตรงไหน สำคัญตรงนี้มากกว่า อยากให้เขาอยู่ในทางที่มันกลางๆ  บางอย่างมันพิสูจน์ไม่ได้ แต่เรารู้ว่ามีอยู่จริง ความรักเราพิสูจน์ไม่ได้เราวัดไม่ได้คุณคนนี้รักคนนี้กี่เปอร์เซ็นต์ แต่เรารู้ว่าความรักมีจริง เราก็อยู่กลางๆ ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด”

ทำไมยอมทิ้งเงินมหาศาลที่ได้จากความเชื่อของคน?

“เราเกิดความสนุกเราไม่ได้เกิดความสุขมันไม่ได้รู้สึกสบายใจในเมื่อเรายุ่งกับความตายเยอะๆ  มันมีจริง เราทำแบบนี้เราตายไปเราก็เห็น เรายังจะทำอยู่อีกหรอ เราเห็นว่าบาปบุญคุณโทษมีจริงทำไมเราไม่แสวงหาทรัพย์จริง ๆ ที่มันไม่ใช่เงินความสุขมันอยู่ตรงไหนเรื่องเงินทองเราหาได้แล้ว เราไปตอบโจทย์ชีวิตอย่างอื่นตรงไหนที่เรายังไม่เคยทำ

มันเป็นความท้าทายในชีวิต เลวก็ทำมาเยอะแล้ว ดีเราก็รู้อยู่เราทำหรือยังก็ลองดูไม่ได้เสียหายและที่บอกว่ามันยากมากคือการทำดีๆ แล้วไม่มีเงิน ไม่เอาเงินผมจะเป็นคนอยากพิสูจน์พุทธองค์บอกว่าเดี๋ยวธรรมะมันจัดสรรของมันเองจริงหรอไม่น่า เชื่อลองทำกิจกรรมที่มันเพื่อสังคมล้วนๆ  ร้อยเปอร์เซ็นต์โดยที่ไม่มีผลประโยชน์เป็นศูนย์มันจะอยู่ได้มั้ย”

ลองพิสูจน์แล้วเป็นยังไงบ้าง?

“ความสุขมันไม่ได้มาจากตัวเงินมันไม่ได้มีใครจ่ายตังค์ให้เรา เราไม่อยากรับด้วยซ้ำมันจะกลายเป็นความรู้สึกอย่าเอาเงินมาผ่านฉัน  ไม่อยากแตะใดๆ ทั้งสิ้น แตะแล้ววุ่นวาย ถ้าเราไม่แตะเราสบาย แล้วมันอยู่ของมันเองได้ มันจัดสรรเอง เราคิดดี ทำดี อยู่ในสังคมที่ดี เราก็จะเจอคนดีๆ  เราเจอคนดีๆ เขาก็จะนำพาไปที่ๆ ดีๆ”

สิ่งที่อยากเห็นเกี่ยวกับความเชื่อของสังคมไทย?

“อยากให้เกิดภาพของการช่วยเหลือกันของคนในสังคม สภาพของการเป็นจิตอาสาร่วมกัน อยากให้มันเกิดจริง ๆ ไม่ใช่เกิดแต่ภาพ ไปถ่ายรูปร่วมกันทำงานจิตอาสามันไม่ใช่ ถ้ามันเกิดการร่วมมือร่วมใจกันจริงๆ  สร้างสรรค์อะไรดี ๆ มันก็สนุกดี ก็เลยคิดว่าอย่างเนี่ยไปเรื่อย ๆ แต่ภาพใหญ่กว่านั้นเราอยากเห็นภาพเรื่องของความงมงาย ภาพของความเชื่อในสังคมไทยมันอยู่ในทางที่มันเหมาะที่มันควร ให้แบบพอดีๆ กำลังกลมกล่อมไม่ตึงไปไม่หย่อนไป  ไม่อยากให้งมงายเกิน แต่ก็ไม่เชื่ออะไรเลยก็จะเป็นสังคมวัตถุนิยมจนเกินไป เอาที่แบบกำลังพอดีแล้วมันจะดีมาก”