svasdssvasds

เปรียบเทียบ วิกฤตราคาน้ำมันยุค 1970s VS 2026 ครั้งไหนสาหัสกว่ากัน ?

เปรียบเทียบ วิกฤตราคาน้ำมันยุค 1970s VS 2026  ครั้งไหนสาหัสกว่ากัน ?

วิกฤตพลังงานปี 2026 จากสงครามและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ กำลังสร้าง Oil Shock ที่รุนแรงกว่ายุค 1970s ราคาน้ำมันพุ่งทะยาน IEA เตือนนี่คือภัยคุกคามครั้งประวัติศาสตร์ และไทยคือหนึ่งในประเทศที่เสี่ยงที่สุด และล่าสุด ราคาดีเซล 5 เม.ย.2569 ราคาอยู่ที่ 50.54 บาทต่อลิตร เป็นราคาที่สูงเป็นประวัติการณ์ไปแล้วด้วย

SHORT CUT

  • วิกฤตยุค 1970s เกิดจากการคว่ำบาตรทางการเมืองที่จงใจลดการผลิต แต่วิกฤตปี 2026 เกิดจากสงครามที่ปิดกั้นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักโดยตรง
  • ผลกระทบในปี 2026 คาดว่าจะรุนแรงและฉับพลันกว่า โดยปริมาณน้ำมันที่ถูกปิดกั้นมีมากกว่า (20 ล้านบาร์เรล/วัน vs 5 ล้าน) และการฟื้นตัวทำได้ยากกว่าเพราะโครงสร้างพื้นฐานถูกทำลาย
  • แม้ปัจจุบันโลกจะมีพลังงานทางเลือกและคลังสำรอง แต่ IEA ประเมินว่าวิกฤตปี 2026 สาหัสกว่า เพราะห่วงโซ่อุปทานเปราะบางและกระทบชาติที่พึ่งพาการนำเข้าอย่างไทยโดยตรง

วิกฤตพลังงานปี 2026 จากสงครามและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ กำลังสร้าง Oil Shock ที่รุนแรงกว่ายุค 1970s ราคาน้ำมันพุ่งทะยาน IEA เตือนนี่คือภัยคุกคามครั้งประวัติศาสตร์ และไทยคือหนึ่งในประเทศที่เสี่ยงที่สุด และล่าสุด ราคาดีเซล 5 เม.ย.2569 ราคาอยู่ที่ 50.54 บาทต่อลิตร เป็นราคาที่สูงเป็นประวัติการณ์ไปแล้วด้วย

วิกฤตน้ำมัน 2026 ต่างจากยุค 1970s อย่างไร?

ทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซในปี 2026 IEA เตือนว่าอาจรุนแรงกว่ายุค 1970s และสงครามรัสเซียรวมกัน เจาะลึกความต่างของ Oil Shock สองยุค และผลกระทบที่อาจสะเทือนถึงไทย

 ย้อนรอยวิกฤตน้ำมันยุค 1970s 

วิกฤตการณ์พลังงานในทศวรรษ 1970 (โดยเฉพาะปี 1973 และ 1979) มีรากฐานจากการใช้ 'น้ำมันเป็นอาวุธทางการเมือง' ในปี 1973 กลุ่มประเทศอาหรับ (OAPEC) ประกาศคว่ำบาตรชาติตะวันตกที่สนับสนุนอิสราเอลในสงครามยมคิปปูร์ โดยจงใจลดกำลังการผลิตและงดส่งออก (Supply Cut & Embargo)

ผลลัพธ์คือปริมาณน้ำมันหายไปจากตลาดโลกราว 4.5 ถึง 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน (ประมาณ 7% ของอุปทานโลกในขณะนั้น) ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเกือบ 4 เท่า โลกซึ่งพึ่งพาน้ำมันเกือบเบ็ดเสร็จในทุกภาคส่วนต้องเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะงักงันควบคู่กับเงินเฟ้อ (Stagflation) สหรัฐฯ ต้องใช้มาตรการปันส่วนเชื้อเพลิงและบังคับใช้ระบบเวลาออมแสง (Daylight Saving Time) ขณะที่อังกฤษต้องลดวันทำงานเหลือ 3 วันต่อสัปดาห์


เปรียบเทียบ วิกฤตราคาน้ำมันยุค 1970s VS 2026  ครั้งไหนสาหัสกว่ากัน ? Credit ภาพ REUTERS

 วิกฤต 2026: สงครามและการปิดกั้น 

ตัดภาพมาที่ปี 2026 ต้นตอของปัญหาไม่ได้มาจากนโยบายทางทูต แต่เกิดจากการปะทะทางทหารโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ความขัดแย้งนี้นำไปสู่การปิดกั้น "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ลำเลียงน้ำมันกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน (ราว 1 ใน 5 ของโลก) รวมถึงก๊าซธรรมชาติและสินค้าสำคัญอื่นๆ

การปิดเส้นทางขนส่งหลัก และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์กระชากขึ้นทันทีแบบฉับพลัน (Shock) จาก 66 ดอลลาร์ ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกไปทั่วห่วงโซ่อุปทานโลก

เปรียบเทียบ วิกฤตราคาน้ำมันยุค 1970s VS 2026  ครั้งไหนสาหัสกว่ากัน ? Credit ภาพ AFP

เปรียบเทียบความต่างวิกฤตราคาน้ำมัน 1970s vs 2026 

หากเปรียบเทียบวิกฤตการณ์น้ำมันโลกในปัจจุบัน กับการคว่ำบาตรในยุค 1970s จะพบความแตกต่างที่ชัดเจน และเห็นภาพได้ชัด 

  • สาเหตุหลัก: ยุค 1970s คือการใช้นโยบายทางการเมืองบีบบังคับ แต่ปี 2026 คือความเสียหายจากสงครามและการทำลายล้างทางทหาร
  • รูปแบบการขาดแคลน: อดีตคือผู้ผลิตจงใจลดกำลังการผลิต แต่ปัจจุบันคือน้ำมันอาจมีอยู่ แต่ไม่สามารถขนส่งออกจากอ่าวเปอร์เซียได้
  • ความเร็วและผลกระทบ: ยุค 1970s ราคาค่อยๆ ก่อตัวและปรับขึ้นตามการเจรจา แต่ปี 2026 ราคากระชากขึ้นทันทีจากการโจมตีทางทหารและระบบเทรดดิ้งสมัยใหม่
  • บริบทด้านพลังงาน: ในยุค 70s โลกไร้ทางเลือกอื่น แต่ปัจจุบันแม้โลกจะมีคลังสำรองขนาดใหญ่ มีพลังงานหมุนเวียนและรถยนต์ EV แต่ห่วงโซ่อุปทานรวมมีความซับซ้อนและเปราะบางกว่าเดิมมาก

IEA เตือน: วิกฤติน้ำมันโลกรอบนี้รุนแรงที่สุด 

ช่วงที่ผ่านมา ฟาติห์ บิรอล ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ออกมาเตือนด้วยถ้อยคำที่หนักแน่นว่า วิกฤติรอบนี้ถือเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงทางพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยประเมินว่ารุนแรงเทียบเท่ากับ "วิกฤติน้ำมัน 2 ครั้งในทศวรรษ 1970 และวิกฤติก๊าซจากสงครามรัสเซียรวมกัน"

ความน่ากังวลคือ ในอดีตน้ำมันหายไปเพียง 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ปัจจุบันมีน้ำมันหายไปจากระบบแล้วถึง 11 ล้านบาร์เรลต่อวัน โครงสร้างพื้นฐานกว่า 40 แห่งถูกถล่มยับเยิน ซึ่งหมายความว่าต่อให้สงครามจบลง อุปทานก็จะไม่ฟื้นตัวในทันที การที่ IEA ต้องงัดไม้ตายระบายน้ำมันสำรองถึง 400 ล้านบาร์เรล ถือเป็นเพียงการบรรเทาความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจชั่วคราว ไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง

 เอเชียและไทยในจุดเปราะบาง 

แม้ในภาพรวม โลกจะมี "เกราะป้องกัน" ที่ดีกว่าเมื่อ 50 ปีก่อน แต่ภูมิภาคเอเชียกลับเป็นผู้รับแรงกระแทกหนักที่สุด โดยเฉพาะประเทศไทยและเกาหลีใต้ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าทั้งสองประเทศมีความเสี่ยงสูงสุด เนื่องจากดุลการค้าน้ำมันและก๊าซติดลบหนัก และพึ่งพาการนำเข้าก๊าซ LNG ซึ่งราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่เริ่มสงคราม

เหตุการณ์ จากทศวรรษ 1970 บอกให้เรารู้ว่า Oil Shock ไม่ได้จบลงแค่ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่มันคือโดมิโนที่ล้มทับราคาอาหาร ค่าครองชีพ และเศรษฐกิจภาพรวม วิกฤต 2026 ครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบครั้งสำคัญว่า เราจะก้าวผ่านพายุที่รุนแรงกว่าอดีตไปได้อย่างไร

related