ข่าว

เปลี่ยนความเชยเป็นความภูมิใจ “โจงกระเบนไทย” โกอินเตอร์

จากจุดเริ่มต้นจากความฝันเล็กๆ ที่ฝันจะมีแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองช่วงวัยรุ่น แต่เพราะยังขาดความรู้และความเข้าใจในเรื่องธุรกิจจึงทำให้ ว่าที่ร้อยตรีหญิง สุวิมล จันทจร ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร แต่วันหนึ่งจ้าตัวเกิดปิ๊งไอเดียทำแฟชั่นโจงกระเบนไทยขายเพียงเพราะต้องการอยากใส่โจงกระเบนไทยในเทศกาลสงกรานต์ โดยเริ่มจากแนวคิด “สร้างความต่าง เหมือนกันแต่ไม่เหมือนใคร” แต่กลับถูกบั่นทอนด้วยคำพูด จะขายได้หรอ? จะขายให้ใคร? แต่เธอเลือกแค่จะฟัง แต่ไม่หยุดทำ และปัจจุบันโจงกระเบนไทยของเธอสามารถบุกตลาดต่างชาติประสบความสำเร็จและเป็นที่ยอมรับในเวลาเพียงไม่กี่ปี

  •   จุดเริ่มของต้นโจงกระเบนไทยร่วมสมัยเกิดขึ้นได้อย่างไร?

“ตอนแรกเลยมีความใฝ่ฝันตั้งแต่เป็นวัยรุ่น อยากมีร้านเสื้อผ้าของตัวเอง ถ้าเป็นไปได้อยากมีแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง ทำโจงกระเบนมันเกิดจากความไม่ได้ตั้งใจ แต่เห็นว่าเทศกาลสงกรานต์กำลังจะมาอยากมีโจงกระเบนใส่ แล้วก็เริ่มทำโจงกระเบนตัวแรกขึ้นมา แล้วเห็นว่าคนจะต้องอยากใส่โจงกระเบนเล่นน้ำสงกรานต์แน่เลย ใส่เองและก็ขายด้วย ก็เลยเอาโจงกระเบนไปวางที่ร้านที่อยู่ในห้างแล้วก็ปรากฏว่าเสื้อผ้าแฟชั่นอื่นขายไม่ได้เลย ขายได้แต่โจงกระเบนของเรา จนเกิดปิ๊งไอเดียเราน่าจะทำโจงกระเบนขาย”

  • เกิดไอเดียแล้วลงมือทำ?

“เราคิดว่าจะทำยังไงให้โจงกระเบนใส่ได้ทุกวัน เราก็คิดหาเอาผ้าสีพื้นก่อน ซึ่งสามารถที่จะมาประยุกต์ใส่กับเสื้อเชิ้ต เสื้อยืดได้ อยากให้มันเป็นอินเตอร์ เพราะว่าเกิดวันนึงฝรั่งอยากใส่โจงกระเบน ก็เลยเอาผ้ายีนส์มาทำโจงกระเบน ก็เลยกลายเป็นผ้ายีนส์โจงกระเบนตัวแรกของเมืองไทยของโลก”

 

  • เปลี่ยนความเชยเป็นความภาคภูมิใจ?

“มันมีครั้งหนึ่งช่วงปลายปี 2018 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในงานประกวด Miss Universe และก็ไปสะดุดตากับโจงกระเบนที่ผู้เข้าประกวดสวมใส่ เราจำได้ว่ามันคือของเรา มันเหมือนกันแต่มันไม่เหมือนใคร ความรู้สึกมันใช่ไหมนะ ก็เลยไปซูมภาพขึ้นมาใช่ อันนี้ของเรา ผ้าของเรา สีของเรา แพทเทิร์นของเรา มันเป็นความรู้สึกที่แบบว่าเรามาถึงจุดนี้ได้ยังไงคือมันที่สุดแล้วของคนที่ทำแฟชั่น เราไม่ได้เป็นสปอนเซอร์ เราไม่ได้ไปเสนอให้เขาใส่  แต่ของเราถูกเลือกเข้าไปอยู่ของเวทีนางงามจักรวาล”

  • สร้างความต่าง เหมือนกันแต่ไม่เหมือนใคร?

“เราก็จะมีแพทเทิร์นที่จะแตกต่างจะมีความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง มีความย้วย ความสวยงาม การจับจีบตัวต่อตัว ไม่ดีมีแพทเทิร์นแบบว่าล็อกแล้วทำเครื่อง เป็นแฮนด์เมดทำด้วยมือทั้งหมดของเราก็คือว่าความเป็นแฮนด์เมด และก็มันก็จะไม่พองสำหรับที่มีเนื้อหน่อย หรือว่าคนที่สมบูรณ์หน่อยเวลาที่เขาใส่ของเรามันก็จะไม่พอง ก็จะได้ใจลูกค้าตรงนี้”

 

  • ต่างชาติขนานนามว่ากางเกงอาละดิน?

“ปกติจะเดินทางบ่อยไปที่ยุโรปก็จะสวมโจงกระเบน จะมีฝรั่งที่เขามอง คนเข้ามาถามว่า กางเกงเธอเก๋มากเลยใช่กางเกงอาละดินมั้ย เราก็บอกตรงนั้นว่าไม่ใช่ นี่มันคือกางเกงไทยเรียกว่าโจงกระเบน มันไม่ใช่ความตื่นเต้นแต่มันคือความแปลกตาสำหรับเขา แล้วเขาก็สั่งซื้อ เราเลยรู้สึกภูมิใจเราไม่คิดว่าวันนึงเราจะมีเสื้อผ้าแบรนด์ของตัวเอง เราก็กล้าที่จะพูดบอกว่าเป็นผ้าไทย เป็นดีไซน์ของไทย ซึ่งจริงๆ คนไทยใส่มาตั้งแต่เป็นร้อยปีแล้ว แต่เราเอามาทำและก็กล้าที่จะใส่ในทุกวันนี้ เราก็ภูมิใจที่จะใส่ติดโลโก้แบรนด์ของตัวเอง”

  • ต้นทุนการผลิตแพงไหม?

“ต้นทุนผ้าราคาไม่แพงค่ะ เมตรนึงก็ไม่ถึงร้อย ตัวนึงเราใช่สองเมตร ต้นทุนไม่ถึงสองร้อย แต่เราจะมีต้นทุนฝีมือช่างที่เขาทำ เพราะว่าจะได้แต่ละตัวใช้เวลาหลายชั่วโมง จากตอนแรกครั้งแรกที่เราทำน่าจะอยู่ประมาณวันนึงเราทำได้ตัวนึง อันนั้นตอนที่เราเริ่มทำ ก็เริ่มมาเป็นวันละ 2 ตัว 3 ตัว จนทุกวันนี้ก็ได้ประมาณวัน 10 ถึง 15 ตัว ต่อวัน เป็นแฟชั่นที่แฮนด์เมดจริงๆ”

  • สร้างคุณค่าด้วยการเพิ่มมูลค่า?

พี่จะพยายามรักษาความเป็นโจงกระเบนไว้ก็คือแพทเทิร์น แบบนี้ แต่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อผ้าหรือว่าลวดลาย อย่างเช่น ถ้าเป็นเมืองหนาวถ้าผ้าบางๆ หรือผ้าไทยอาจจะไม่เหมาะ พี่ก็เริ่มที่จะทำผ้ายีนส์ซึ่งจะเป็นโจงกระเบนยีนส์กันความหนาว  สามารถที่จะใส่ในเมืองที่ค่อนข้างจะหนาวได้ ตอนนี้ทำแล้วก็คือเป็นผ้าที่มีลวดลาย มีโจงกระเบนลายเสือ เราเอาลูกเล่น เอาผ้าที่มันทันสมัยหน่อยเข้ามาทำโจงกระเบน ทุกอย่างเป็นโจงกระเบนหมด เปลี่ยนแบบผ้า เปลี่ยนเนื้อผ้า

 

  •  เคล็ดลับการทำแฟชั่นโจงกระเบนไทยให้เป็นที่ยอมรับ?

“มันไม่มีทฤษฎีอะไรที่ตายตัวว่ามันจะสำเร็จ มันอยู่ที่จังหวะ และอีกอย่างเราต้องทำตามความฝันของเรา เราต้องศรัทธา เราต้องเชื่อมั่น ในสิ่งที่เราทำ มีหลายครั้งที่คนบอกว่าทำโจงกระเบนขาย จะขายได้หรอ จะขายให้ใคร แล้วใครจะใส่  ซึ่งถ้าเกิดเราฟังเขา เราฟังนะคะ แต่ถ้าเกิดเราฟังแล้วหยุดเราก็จะไม่มีวันนี้แต่เราฟังแล้วเราบอกว่าทำได้ ทำไมจะทำไม่ได้โจงกระเบนมันมีเสน่ห์ของมัน”

“มันไม่เชยเรา เชื่อมั่นว่ามันจะต้องได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแต่เราจะต้องค้นหาว่ามันคือทางไหน เราคิดเสมอว่าว่าไม่มีงานไหนไม่มีอุปสรรค บางทีความสำเร็จมันรอเราอยู่แต่เราใกล้จะถึงแล้ว ถ้าเราล้มเลิกก่อนเราจะไปไม่ถึงมัน จะพูดกับตัวเองเสมอเราไม่เคยล้มเลิกในสิ่งที่ทำ คือทำๆ ให้มันสุด ถ้ายังไม่สุดอย่าหยุดทำ”